“ผู้ว่าการแบงก์ชาติ” ส่งสัญญาณทยอยขึ้นดอกเบี้ย คุมเงินเฟ้อ-ไร้กังวลบาทอ่อน ชี้เงินสำรองยังดี
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานจัดเซ็กชั่นพบสื่อมวลชนในหัวข้อ Policy Normalization : ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว หลังภาครัฐผ่อนคลายมาตรการคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยจีดีพี ปี 2565 และ 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.3% และ 4.2% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกฟื้นตัวได้ดีกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวแม้ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก คาดว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 6 ล้านคน หรือ 15% ของจำนวนก่อนโควิด
ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานด้วยราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นหลัก จะเห็นได้จากการส่งผ่านต้นทุนในประเทศมากขึ้นและมีการกระจายไปยังสินค้าหลายหมวด โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 และ 2566 จะอยู่ที่ 6.2% และ 2.5% ตามลำดับ มองไปข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงด้านสูง ซึ่งบริบทเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตโควิด ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินและมาตรการทางการเงินต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินและสมดุลความเสี่ยงใหม่ที่ให้น้ำหนักกับเงินเฟ้อมากขึ้น
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินนโยบายช่วงนี้คือทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นมี 2 ส่วนหลัก คือ 1.เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน หรือมีเสถียรภาพด้านราคา เพราะเงินเฟ้อสูงส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนมาก นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องนานจะทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อสูงต่อไปเรื่อยๆ และปรับลงยาก 2.ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินทำงานได้ปกติ เพราะเศรษฐกิจยังพึ่งภาคธนาคารเป็นหลัก รวมถึงสถาบันการเงินต้องทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวชัดเจน นโยบายหรือมาตรการทางการเงินแบบวงกว้างจึงมีความจำเป็นลดลง และสามารถทยอยปรับกลับสู่ปกติได้ ดังนี้ 1.นโยบายการเงิน แม้เงินเฟ้อสูงมาจากปัจจัยด้านอุปทาน ซึ่งนโยบายดอกเบี้ยไม่สามารถจัดการได้โดยตรง แต่การขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่านโยบายการเงินจะดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้นต่อในระยะข้างหน้า หากเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น แต่ไทยไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมที่แท้จริงลดลง กลายเป็นเหยียบคันเร่งให้เศรษฐกิจ และนโยบายการเงินยิ่งผ่อนคลายมากขึ้น
“การขึ้นดอกเบี้ยที่จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสะดุดควรทำแต่เนิ่นๆ เมื่อเห็นสัญญาณ เพราะการส่งผ่านนโยบายการเงินต้องใช้เวลา หากช้าเกินไปอาจทำให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อติด และต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงขึ้นเพื่อดูแลภายหลังจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจและประชาชนมากขึ้น ดังนั้น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยจึงยังไม่ช้าไป” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
นอกจากนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อทยอยถอนคันเร่ง แต่ยังไม่ต้องเหยียบเบรกหรือเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงเร็วไปจนประชาชนและภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน และทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสะดุด ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับต่างประเทศ เพราะบริบทเศรษฐกิจการเงินช่วงนี้ต่างกัน
2.มาตรการทางการเงินที่ส่งผลเป็นวงกว้างต้องทยอยปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจุบันฐานะสถาบันการเงินยังแข็งแกร่ง โดยมีเงินกองทุน สภาพคล่อง และเงินสำรองสูงเพียงพอในการรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า ขณะที่หากทำมาตรการวงกว้างนานเกินไปจะส่งผลข้างเคียงต่อระบบการเงินในระยะยาวได้ ดังนั้น จึงควรปรับมาตรการให้กลับมาสู่ระดับปกติมากขึ้น ได้แก่ 1.ยกเลิกการจำกัดอัตราจ่ายเงินปันผล โดยยังให้สถาบันการเงินยึดหลักความระมัดระวัง และ 2.ปรับอัตราเงินนาส่งเข้ากองทุน FIDF กลับมาที่ 0.46% ต่อปี ให้มีผลตั้งแต่ปี 2566
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การปรับมาตรการสู่ภาวะปกติมีผลข้างเคียงแต่ชั่งน้ำหนักแล้วคุ้ม โดยผู้ฝากเงินจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มลูกหนี้บางประเภทที่ได้รับดอกเบี้ยลอยตัว แม้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ผลของดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นต่อค่าใช้จ่ายของครัวเรือนจะน้อยกว่าผลของเงินเฟ้อที่จะลดทอนกำลังซื้อของประชาชน โดยการประเมินของ ธปท. พบว่าดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของครัวเรือนที่มีหนี้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.5% เทียบกับค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อที่ 3.6% ซึ่งมากกว่าผลของการขึ้นดอกเบี้ยกว่า 7 เท่า

นอกจากนี้ กรณีลูกหนี้เก่า หากเป็นสินเชื่อรายย่อย ประมาณ 60% ได้รับดอกเบี้ยคงที่ (fixed) อยู่แล้ว ขณะที่ลูกหนี้ธุรกิจเกือบทั้งหมดจะเป็นดอกเบี้ยลอยตัวตาม M-rate กรณีลูกหนี้ใหม่ ได้รับผลกระทบบ้างจากดอกเบี้ยสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจากรายได้ที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ เช่น ลูกหนี้รายย่อยที่มีสินเชื่อไม่มีหลักประกัน และภาคธุรกิจ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ธปท.จึงยังต้องดำเนินมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนี้
1.ผลักดันมาตรการเฉพาะจุดที่ยังมีผลอยู่ทั้งการแก้หนี้เดิมผ่านมาตรการหลัก คือ มาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 กันยายน ซึ่งยังมีผลใช้ได้จนถึงสิ้นปี 2566 และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ที่มีผลถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 การเติมเงินใหม่อย่างมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูที่ยังมีผลถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566 ตลอดจนช่องทางเสริมให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น คลินิกแก้หนี้ โดย ธปท.พร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์และบริบทของลูกหนี้
2.เพิ่มมาตรการดูแลลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อไม่มีหลักประกัน โดยเพิ่มมาตรการให้ตรงกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่ม สาหรับกลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้คงการลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำที่ 5% ถึงปี 2566 และคงการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลที่ 12 เดือนออกไปอีก 1 ปี ถึงปี 2566 ส่วนกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย จะปรับปรุงโปรแกรมการจ่ายหนี้ของคลินิกแก้หนี้ รวมทั้งจะมีการจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สาหรับ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อ จำนำทะเบียน นาโนไฟแนนซ์ ในไตรมาส 3/2565
โดยรวม การปรับนโยบายและมาตรการทางการเงินของ ธปท. ในระยะต่อไป จะยังเน้นการมองภาพเศรษฐกิจการเงินที่เชื่อมโยงอย่างรอบด้าน และมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เพื่อให้การทยอยปรับนโยบายที่เข้าสู่ภาวะปกติในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและยังไม่ทั่วถึง ได้ผลตามที่ต้องการ คือ เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด และมีผลกระทบข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์น้อยที่สุด
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนลงต่อเนื่องยังใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่การที่เงินบาทอ่อนค่าลงในเวลาอันรวดเร็วทำให้การส่งผ่านราคาสินค้าจากการนำเข้าสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันต่อความผันผวน ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงคือการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน จึงเป็นปัจจัยที่มีที่มาที่ไปชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม ธปท.คงปล่อยให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกของตลาด แต่จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด หากกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าแบบไม่สามารถหาที่มาที่ไปอย่างชัดเจนได้ ธปท.จะเข้ามาตรวจสอบและควบคุมทันที
ขณะที่ส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยและสหรัฐกว้างขึ้นจะไม่กระทบจนทำให้เงินไหลออกมาก เนื่องจากส่วนต่างของดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เงินไหลออก ซึ่งการที่เงินทุนไหลออกมีหลายปัจจัยประกอบ เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความเชื่อของนักลงทุน เป็นต้น โดยไทยคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50% และดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.75% ส่วนต่างไทยน้อยกว่าสหรัฐ 1.25% หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 เงินทุนไหลเข้า 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับอินเดียที่มีดอกเบี้ย 4.90% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยสหรัฐที่ 1.75% ดอกเบี้ยอินเดียสูงกว่าสหรัฐถึง 3.15% มีเงินทุนไหลออกถึง 31.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกันเงินทุนไหลออกมาจากเงินบาทอ่อนค่าส่งผลให้นักลงทุนเลือกถือสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งปัจจัยจากค่าเงินบาทอ่อนไม่ใช้ปัจจัยกดดัน เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาทมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยและส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าส่งผลกระทบให้สกุลเงินอื่นอ่อนค่า เมื่อวิเคราะห์จาก 5 ปีที่ผ่านมา การอ่อนค่าเงินบาทมาจากปัจจัยภายนอกประเทศถึง 86% นอกจากนี้ ช่วงที่มีเงินทุนไหลเข้าไทยมากในขณะที่เงินบาทอ่อนจะเห็นช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2565 บาทอ่อน แต่โดยรวมมีเงินทุนไหลเข้าประเทศมาก
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทอ่อนลง ธปท.ไม่ได้ใช้เงินทุนสำรองมาใช้แก้ปัญหา เนื่องจากไทยมีนโยบายที่ไม่ได้กำหนดให้ค่าเงินบาทต้องอยู่ระดับใด จึงทำให้ความจำเป็นที่ ธปท.ต้องเข้ามาพยุงค่าเงินบาทน้อยลง โดยตัวเลขเงินทุนสำรองยังคงมีอยู่ในระดับที่เพียงพอ และการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนสำรองมาจาก 3 ปัจจัย อาทิ ผลตอบแทนการลงทุน การตีมูลค่าของสินทรัพย์ ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเงินทุนสำรองเกิดจากการตีมูลค่าสินทรัพย์กลับมาอยู่ในรูปเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลักเพราะค่าเงินแข็งค่า และการดำเนินนโยบายค่าเงินของ ธปท.
ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทอ่อนจะกระทบต่อเสถียรภาพของไทยจนทำให้เกิดวิกฤตแบบปี 2540 ไม่เป็นความจริง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากดูทุนสำรองที่มีอยู่ 2.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 51% ของจีดีพีสูงเป็นอันดับ 12 และ 6 ของโลกตามลำดับ เป็นตัวเลขที่มีเพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.6 เท่า มีเงินทุนสำรองต่อมูลค่าการนำเข้า 9.69 เท่า อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าปี 2565 และ 2565 อาจติดลบ 1.5% และกลับมาบวก 0.9% ตามลำดับ

