ข้าวถุงมาบุญครองตรึงราคาถึงสิ้นปี ขอพณ.แก้ ‘ขาดแรงงาน-ค่าบาท’ ช่วยผู้ผลิต-ส่งออก
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวถุงตรามาบุญครอง เปิดเผยว่า ทิศทางราคาข้าวถุงในประเทศ ผู้ประกอบการทั้งหมดพยายามตรึงราคาสินค้า และราคาน่าจะทรงตัวระดับหรือลดเล็กน้อยถึงสิ้นปี แม้ก่อนหน้านี้แบกรับต้นทุนจากราคาข้าวและค่าบริหารจัดการที่สูงขึ้นกว่า 30-40% และขณะนี้ต้นทุนข้าวเริ่มลดลงเพราะกำลังมีผลผลิตใหม่ออกสู่ตลาดในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ ที่ประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปีนี้จะมีผลผลิตรวม 7 ล้านตันข้าวเปลือกเพราะเฝนตกตามฤดูกาลและสูงกว่าปีก่อนที่มีผลผลิต 5.8 ล้านตัน
ส่งผลให้ราคาข้าวสารลดลงแล้ว และกลุ่มข้าวถุงที่มีมูลค่าตลาด 4 หมื่นล้านบาทเริ่มกลับมาแข่งขันด้านราคาอีกครั้งเพื่อผลักดันยอดขายในครึ่งปีหลัง หลังจากเปิดประเทศที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่ม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวมากขึ้น ความต้องการบริโภคข้าวนอกบ้านจะฟื้นมากกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ในส่วนบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ในประเทศทั้งปี 1.2 พันล้านบาท และส่งออกได้ 500-600 ล้านบาท หรือสัดส่วน 35% ของรายได้รวม และทำให้บริษัทเพิ่มงบประมาณการตลาดอีก 30-40 ล้านบาทในการจัดกิจกรรมครึ่งปีหลังและฉลองครบ 44 ปี
อีกทั้ง บริษัทที่มีการส่งออกด้วยนั้น ส่งออกได้มากขึ้นจากเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งประเมินว่าทั้งปี 2565 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่าจะส่งออกได้เกิน 7.0-7.5 ล้านตัน จากปีก่อนส่งได้ 6.4 ล้านตัน โดยเฉพาะการฟื้นตัวของประเทศตะวันออกกลางที่เริ่มนำเข้าข้าวไทยมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่ได้เสนอให้รัฐเข้ามาดูแล ได้แก่ ปัญหาขาดแคลนแรงงานขนย้ายข้าวตามท่าเรือต่างๆ เดิมส่งออกข้าวไทยต้องขนข้าวลงเรือ 3-4 แสนตันต่อเดือน ตอนนี้ทำได้แค่ 2-3 แสนตัน และปัญหาค่าเงินบาทไม่เสถียร แต่ละวันค่าเงินบาทปรับขึ้นหรือลงค่อนข้างมาก โดยผู้ส่งออกไม่ได้ต้องการว่าบาทอ่อนหรือแข็งเท่าไหร่ แต่ต้องการให้การเคลื่อนไหวค่อนข้างนิ่ง ขยับแต่ละช่วงก็ไม่ควรเกิน 1 บาท/เหรียญสหรัฐ อย่างวันนี้ปีก่อนอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ วันนี้อ่อนค่าเกือบ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะการที่บาทขึ้นหรือลง มีผลต่อราคาข้าวส่งออก 30 เหรียญสหรัฐต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิ และ 10-20 เหรียญสหรัฐต่อตันสำหรับข้าวสารเจ้า
“ปัจจัยดังกล่าวกลุ่มผู้ส่งออกข้าวได้นำหารือกับกระทรวงพาณิย์แล้ว ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องแรงงาน ว่าจะทำอย่างไรในการเพิ่มแรงงานต่างด้าวเข้าระบบ รวมถึงดูแลค่าบาทอ่อน ดูแลอย่าให้ผันผวนเร็วและช่องว่างแยะ ถามว่าเงินบาทเหมาะสมเท่าไหร่ ภาคเอกชนก็อยากให้มีเสถียรภาพในระดับ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อได้วางแผนเจรจาและส่งออกได้ระยะยาว ตอนนี้ทำได้แค่สั้น” นายสมเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ นายสมเกียรติ กล่าวถึงกรณีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกซบเซาจะส่งผลต่อภาคส่งออกไทย นั้น หากเป็นภาคเกษตรและอาหาร เชื่อว่าไทยยังส่งออกได้ดี ไม่ว่าสถานการณ์โลกเป็นอย่างไร เพราะแต่ละประเทศยังคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ที่ผ่านมาก็จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตสินค้าเกษตรชะลอส่งออกป้อนโลก ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีผลิตเกษตรและอาหารเหลือจากการบริโภคในประเทศมาก เช่น ข้าวไทยผลิตได้ประมาณ 20 ล้านตัน ไทยบริโภครวม 9-10 ล้านตัน ที่เหลือเป็นการส่งออก ป้อนอุตสาหกรรม และเก็บเป็นสต็อก ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหาร ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกคือต้นทุนส่งมอบ ระบบโลจิสติกส์และขนส่งมีปัญหา เช่น เรื่องขาดแคลนแรงงาน ขาดเรือขนย้าย เป็นต้น
นายสมเกียรติ กล่าวถึงสถานการณ์หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจโลก และปัญหาต่างๆ ที่เผชิญกันอยู่ ทั้งการแพร่ระบาดโควิด ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน พลังงานและสินค้าราคาสูงจนเกิดเงินเฟ้อ รวมถึงดันต้นทุนต่างๆสูงจนต้องปรับราคา เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างแรงงาน ที่จะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลังนี้ ส่วนตัว เห็นว่า
ผู้บริหารประเทศทำอะไรได้ลำบาก เชื่อว่าศึกที่กำลังมีอยู่จะจบในไม่ช้า หากจะเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจตอนนี้เชื่อว่าไม่ได้ช่วยอะไร ควรให้เวลาที่เหลือทำต่อไป ซึ่งทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบันเห็นได้ว่าเข้าใจภาคเอกชนมากกว่าหลายรัฐบาลว่าได้ เศรษฐกิจตอนนี้ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีกว่านี้ได้แค่ไหน เพราะปัญหาหลักเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งเอกชนต้องติดตามใกล้ชิด อย่าง ค่าบาท กังวลว่าหากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเร็ว อาจทำให้ค่าเงินบาทดัดแข็งค่าแบบพรวด ก็จะกลายเป็นปัญหาอีกครั้ง



