สวนสยามทุ่ม 3 พันลบ. ปั้น ‘บางกอกเวิลด์’ ปักธงแลนด์มาร์กไทย พร้อมให้บริการรับเปิดประเทศ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการ “บางกอกเวิลด์” ส่วนขยายด้านหน้าบนพื้นที่ 70 ไร่ ติดถนนสวนสยาม ทำให้สวนสยามมีทั้งสวนน้ำ สวนสนุก ตลาดน้ำ และตลาดนัดกลางวันและกลางคืน โดยโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ เพื่อใช้โอกาสจากแนวโน้มการตอบรับของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ที่จะเกิดขึ้นแบบมหาศาลในช่วงปลายปี 2565 ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ให้ความเชื่อมั่นไว้ ผ่านเป้าหมายผลักดันให้ไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวสูงสุด 1 ใน 5 ของโลก
นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า จากทิศทางดังกล่าวเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาสยาม อะเมซิ่งพาร์ค ขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของภูมิภาคเอเชียได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยจะตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่มองหาแหล่งท่องเที่ยวระดับสากลที่ถูกใจสมาชิกทุกเพศทุกวัย เดินทางสะดวก สามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งวัน โดยจะเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. สวนน้ำจะเปิดบริการถึงเวลา 17.00 น. ส่วนสวนสนุกจะขยายเวลาให้บริการในช่วงกลางคืนถึง 21.00 น. ในราคาบัตรปกติ และบางกอกเวิลด์จะเปิดให้บริการโดยไม่มีค่าผ่านประตู ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น.
นายอรรถชัย เหลืองอมรเลิศ ผู้จัดการใหญ่โครงการบางกอกเวิลด์ กล่าวว่า บริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการทำตลาดภายใต้แนวคิดที่สุดของกรุงเทพมหานคร ตามคำนิยามโครงการ “The Best of AMAZING Bangkok” ซึ่งทุกความเป็นที่สุดจะถูกรวมไว้ด้วยกัน โดยคาดว่าเมื่อเปิดให้บริการได้ครบทุกพื้นที่แล้วจะสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนต่อปี เทียบกับจากปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 ที่มีลูกค้าเข้าใช้บริการประมาณ 1.2 ล้านคน แบ่งสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15% คนไทย 85% เมื่อเปิดโครงการบางกอกเวิลด์แล้วจะปรับสัดส่วนลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 60% และชาวต่างชาติ 40% โดยคาดว่าปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการรวมที่ 1.2 ล้านคนแน่นอน และอาจขยายตัวถึง 2 ล้านคนได้ และในปี 2567 เป็นต้นไปจะอยู่ที่ 5 ล้านคน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาเที่ยวแล้วประมาณ 4 แสนคน
“เม็ดเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในโครงการบางกอกเวิลด์นั้น คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 7-10 ปี เพราะธุรกิจเป็นรูปแบบสร้างรายได้และกำไรในระยะยาวอยู่แล้ว โดยเฉพาะสวนสยามมีการใช้จ่ายของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แบ่งเป็นคนไทยอยู่ประมาณ 500 บาทต่อคน ต่างชาติอยู่ที่ 600-650 บาทต่อคน รวมมื้ออาหารระหว่างวันแล้ว แต่เมื่อเปิดให้บริการบางกอกเวิลด์ คาดว่าจะดันให้การใช้จ่ายของทั้งคนไทยและต่างชาติ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวได้” นายอรรถชัย กล่าว
นายอรรถชัย กล่าวว่า โครงการบางกอกเวิลด์ จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสร้างสรรค์ร่วมสมัยและถ่ายทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างลงตัว โดยเป็นศูนย์รวมความบันเทิงทุกรูปแบบ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาคารสุดคลาสสิกในสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวน 12 อาคาร อาทิ อาคารเฉลิมกรุง อาคารเฉลิมไทย อาคารบี.กริม.แอนด์โก พร้อมยกระดับสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนไทยทุกแขนงให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 ร้านค้า สินค้ากว่า 30,000 รายการ ซึ่งจะทำการคัดสรรสินค้าและบริการใหม่ๆ รวมถึงเปิดรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ต้องการพื้นที่ในการสร้างแบรนด์หรือเปิดร้านค้าในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ด้วยทำเลที่มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งการเดินทางที่สะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัวและระบบขนส่งสาธารณะ ในพื้นที่โครงการรองรับรถยนต์ได้ถึง 2,000 คัน มีรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม อยู่ใกล้สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินนานาชาติดอนเมือง
นายอรรถชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสริมบริการเพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นอาคาร Bangkok Dinner Theater ศูนย์การประชุม การแสดงสินค้า ลานคอนเสิร์ต ที่รองรับได้มากถึง 2,000 คน หรือ อาคาร Bangkok World Food Hall ที่รวบรวมร้านอาหารตั้งแต่สตรีทฟู้ดไปจนถึงระดับภัตตาคาร และพลาดไม่ได้กับโซนตลาดน้ำ ตลาดนัดกลางคืนบางกอกเวิลด์กว่า 500 ร้านค้าที่จะเปิดบริการระหว่าง 17.00-22.00 น. ซึ่งถือเป็นการเพิ่มพื้นที่ขายแก่ผู้ค้ารายย่อย จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยตามนโยบายของ กทม. รวมถึงยังเป็นการวบรวมเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดและสินค้าช้อปปิ้งราคาย่อมเยาที่นักท่องเที่ยวคนไทยติดใจและต่างชาติอยากมาลิ้มลอง จัดเต็มด้วยกิจกรรมการแสดงต่างๆ ที่จะมีขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปีด้วย


