เฮ! คนละครึ่งเฟส 5 ดีเดย์ 1 ก.ย.-31 ต.ค. ได้หัวละ 800 บ. รบ.เคาะ 3 โครงการฟื้น ศก.
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร๋โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีเรื่องพิจารณาที่สำคัญ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางวิกฤตยังคงอยู่ในโลก เรื่องแรกคือมาตรการช่วยเหลือ ลดภาระค่าใช้ครองชีพให้กับประชาชน เป็นการใช้เงินกู้ในปี 2564 ต่อเนื่องมา 2 ปีกว่าจนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจ ให้แก่ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย แรงงานประกันสังคม ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุกว่า 45 ล้านคน วงเงินประมาณ 854,000 ล้านบาท รวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และการจ้างงานวงเงินประมาณ 280,000 ล้านบาท
ขณะที่ นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม. มีมติรับทราบและอนุมัติ โครงการเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา รักษาแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2565 ประชาชนเลือกเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ ดังนี้ 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 ช่วยเหลือวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าและร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-31 ตุลาคม 2565 รวมทั้งสิ้น 400 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีบัตร) จำนวนไม่เกิน 13.34 ล้านคน
นายพรชัย กล่าวว่า 2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือกลุ่มเปราะบาง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-31 ตุลาคม 2565 (ไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 400 บาทต่อคน กลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 2.23 ล้านคน
3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สนับสนุนการใช้จ่ายจากภาครัฐในอัตรา 50% ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน ให้วงเงินไม่เกิน 800 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน-31 ตุลาคม 2565 ให้กับประชาชนผู้ได้รับสิทธิที่เข้าร่วมโครงการจำนวนไม่เกิน 26.5 ล้านคน
“การดำเนินการทั้ง 3 โครงการ ครอบคลุมประชาชนจำนวน 42 ล้านคน ช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเติมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2565 จำนวน 48,628 ล้านบาท ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้เพิ่มขึ้น 0.13% ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีไม่มีการดำเนินโครงการทั้ง 3 โครงการ อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน เพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งรักษาระดับและทิศทางของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2565” โฆษกกระทรวงการคลังกล่าว
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการคนละครึ่ง การค้าขายจะคึกคักขึ้น การให้วงเงินต่อราย 800 บาท เป็นการดูตามความจำเป็น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ รัฐบาลจะใช้เม็ดเงิน 2.74 หมื่นล้านบาท สำหรับมาตรการรักษาระดับการบริโภคในประเทศโดยใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายรวมวงเงินประมาณ 4.86 หมื่นล้านบาท สนับสนุนจีดีพีได้ประมาณ 0.13% เมื่อใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้จำนวนดังกล่าวแล้ว จะเหลือวงเงินในวงเงินกู้อีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท

