ธุรกิจประกันชีวิต คาดทั้งปี 65 เห็นมูลค่าเบี้ยรับรวมแตะ 6.29 แสนลบ. เติบโตสุดที่ 2.5%
นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งแรกปี 2565 (มกราคม – มิถุนายน) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 289,097 ล้านบาท อัตราการเติบโตปรับลดลง 1.94% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 79,685 ล้านบาท ปรับลดลง 4.75% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 209,412 ล้านบาท ลดลง 0.82% มีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ อยู่ที่ 82% สำหรับทิศทางภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565 ยังมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจชีวิตมีอัตราการเติบโตเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี
โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตทั้งปี 2565 จะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมประมาณ 612,000 – 629,500 ล้านบาท อัตราการเติบโตอยู่ที่ 0-2.5% อัตราความคงอยู่ประมาณ 82-83% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิต ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่คนใส่ใจและดูแสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่ก่อนเกิดโควิดก็เห็นการทำประกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแล้ว แต่เมื่อมีโควิดเข้ามาก็เป็นตัวเร่งให้มีความต้องการ และตระหนักถึงความสำคัญของการทำประกันสุขภาพมากขึ้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเริ่มหันมาทำประกันชีวิตแบบบำนาญมากขึ้น
“ธุรกิจประกันชีวิตช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่ชะลอตัว มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมลดลงจากช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับปี 2564 สาเหตุมาจากการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ อาทิ อัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์เงินเฟ้อ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงและส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงภาวะดอกเบี้ยที่มีความผันผวนและสถานการณ์เงินบาทอ่อนค่า ทำให้ประชาชนชะลอการลงทุน เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน มีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 19,825 ล้านบาท ลดลง 8.22% ด้วย” นายสาระ กล่าว
นายสาระ กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น โดยเฉพาะโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงที่เหลือของปี 2565 ทำให้ธุรกิจประกันต้องออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม อาทิ ประกันสะสมทรัพย์ แม้พฤติกรรมของคนไทยตอนนี้จะมีความต้องการประกันประเภทความคุ้มครองมากกว่า แต่สถานการณ์เศรษฐกิจ ภาพเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และดอกเบี้ยขาขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากยังเห็นอัตราการซื้อและการต่ออายุที่เป็นปกติอยู่ รวมถึงต้องยอมรับว่าธุรกิจประกันชีวิตก็ผ่านช่วงการปรับขึ้นและลงของดอกเบี้ยมาหลายระลอกแล้ว นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ต้องทำมากขึ้นคือ การวางแผนบริหารจัดการมากกว่า
นายสาระ กล่าวว่า หากพิจารณาแยกผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในช่วงครึ่งแรกปี 2565 พบว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมของสัญญาเพิ่มเติมประกันภัยสุขภาพ (Health) และสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรง (CI) อยู่ที่ 50,808 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 9.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ประชาชนเริ่มตระหนักให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการทำประกันสุขภาพมากขึ้น
เนื่องจากจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวมของประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity) อยู่ที่ 4,540 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.98% ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ประกันบำนาญเป็นเครื่องมือการเงินประเภทหนึ่งที่ช่วยสร้างวินัยทางการออมให้มีฐานะการเงินที่เพียงพอต่อความเป็นอยู่ในช่วงเกษียณ และมาจากการที่ภาครัฐสนับสนุนในเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินเมื่อเข้าวัยเกษียณ โดยคาดว่า ในอีก 2-3 ปีถัดจากนี้ มีโอกาสสูงที่เบี้ยประกันภัยรับรวมของประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีมูลค่าแตะ 10,000 ล้านบาทได้

