เฉลียงไอเดีย : ดร.สามารถ วัฒนวิจิตร ขีดวง‘เอสไฟว์เอนจิเนียริ่ง’…จิ๋วแต่แจ๋ว นำธุรกิจฝ่าวิกฤต…รอดทุกซีซั่น
สําหรับเมืองไทย ค่านิยมของคนเป็นพ่อเป็นแม่ในด้านการศึกษาของลูกๆ มักส่งเสริมให้ร่ำเรียนสายสามัญ เรียนจบขั้นพื้นฐานก็ต้องปริญญาตรี
ส่วนค่านิยมส่งเสริมการเรียนสายอาชีพ โดยเฉพาะในปัจจุบัน “ภาพจำ” ที่นึกถึงสายช่าง ก็ยกพวกตีกันที่เอากันถึงชีวิต ไม่ใช่แค่เจ็บตัวเหมือนในอดีต! ยิ่งทำให้ผู้ปกครองไม่กล้าสนับสนุนให้ลูก-หลานเรียนในสายอาชีพ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต้องการแรงงานสายอาชีวะ เป็นอย่างสูง
ดร.สามารถ วัฒนวิจิตร เจ้าของและกรรมการบริหาร บริษัท เอส.ไฟว์เอนจิเนียริ่ง จำกัด (S.FIVE ENGINEERING CO.,LTD) น่าจะเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ที่จบสายอาชีพ ที่ลิขิตวาดชีวิตตัวเองจนก้าวขึ้นมายืนหนึ่งในแวดวงอุตสาหกรรม ประเภทรับผลิตชิ้นงานเครื่องมืออุตสาหกรรม ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่สายยานยนต์หลากหลายแบรนด์ รวมถึงบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในประเทศ เป็นลูกค้า

“ผมจบ ปวส. แล้วไปทำงานกลุ่มเอสซีจี ตำแหน่งหัวหน้างานในโรงงานทำชิ้นส่วนรถยนต์ป้อนให้ธุรกิจใหม่ของเอสซีจี คือธุรกิจรถยนต์ (ปัจจุบันเอสซีจีได้ขายให้บริษัทญี่ปุ่นไปแล้ว) ซึ่งที่นี่ถือเป็นโรงงานย่อย ผู้บริหารกับพนักงานมีจำนวนไม่มากจึงใกล้ชิดกันมาก มีการสอนงานกันอย่างเป็นกันเอง ผมเข้ามาทำงานได้ 6 เดือน เจ้านายเรียกคุย ก็เริ่มคิดว่าทำอะไรผิดหรือไม่เพราะเพิ่งผ่านการทดลองงานมาได้ไม่นาน แต่เจ้านายซึ่งจบมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากให้เรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อความก้าวหน้าของผมเอง เพราะ ปวส.ตำแหน่งจะตันแค่หัวหน้างานเท่านั้น เสนอทางเลือกให้แบบเปิดกว้าง ลาออกไปเรียนจบแล้วกลับมาทำงานต่อ หรือจะเรียนด้วยทำงานด้วย ช่วงเวลาปกติหรือภาคค่ำก็ได้” ดร.สามารถย้อนถึงจุดเริ่มต้นก่อนจะมาก่อตั้ง เอส.ไฟว์เอนจิเนียริ่ง
วันนั้น ดร.สามารถตัดสินลาออกเพื่อเรียนต่อตามคำแนะนำ ซึ่งวันนั้นวาดอนาคตไว้แล้วว่าจะขอทำกิจการของตัวเอง เริ่มต้นเลือกเรียนคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เพราะต้องการใช้เวลาเรียนให้น้อยที่สุด เนื่องจากไม่มีรายได้ประจำแล้ว จากนั้นได้สมัครงานที่ใหม่เพื่อทำงานและเรียนเพิ่มเติมอีก 8 วิชา ให้ได้ใบ กว. (ใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม) เพื่อมาทำตามฝันที่วาดไว้ เปิดกิจการของตัวเอง นั่นเอง!
![]()
แต่กว่าฝันจะเป็นจริง ก็ได้รับโอกาสครั้งใหม่ที่ทำให้การสร้างฝันต้องล่าช้าออกไป โดยหลังเรียนจบได้ใบ กว. อาจารย์ขอให้มาช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ที่ได้ร่ำเรียนมา เพราะเวลานั้นคนที่รู้จริงสอนเด็กที่อยากเรียนด้านวิศวะมีน้อย จึงตัดสินเป็นอาจารย์ประจำ โดยแจ้งกับอาจารย์ว่าจะทำธุรกิจด้วย ซึ่งอาจารย์ไม่ขัดข้อง แต่ขอข้อเดียว “อย่าหนีการสอน” ซึ่งผมเริ่มสอนมาตั้งแต่ปี 2531 จนปี 2558 จึงลาออก “ไม่ใช่ว่าไม่สนุกกับการสอน แต่มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแนวการสอนใหม่ เน้นวิชาการภาคทฤษฎีเป็นหลัก ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางที่เคยสอน”
ดร.สามารถจึงมาบุกเบิกธุรกิจที่สร้างขึ้นอย่างจริงจัง จากเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆมีพนักงานแค่ 3 คน กับตึกแถวห้องเดียวแถววัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี จนปัจจุบันมีโรงงานขนาด 1 ไร่ ที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี มีพนักงานรวม 48 คน เกือบเต็มจำนวนที่ ดร.สามารถตั้งเป้าไว้ในการทำธุรกิจ
“เป้าหมายของเราคือจำกัดพนักงานไม่เกิน 50 คน เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบความวุ่นวาย และต้องการคุมประสิทธิภาพงานได้สูงสุด” ดร.สามารถเล่าถึงความตั้งใจการทำธุรกิจ ขอไม่ใหญ่ แต่พื้นฐานมาตรฐานบริษัทต้องใหญ่ การทำงานต้องเหมือนองค์กรใหญ่ๆ เพราะลูกค้าของเราล้วนเป็นองค์กรขนาดใหญ่ทั้งหมด สิ่งที่ต้องมีคือ ความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง และความมั่นคง
![]()
เมื่อจำกัดจำนวนคนร่วมงาน ก็ต้องเฟ้นหา ซึ่ง ดร.สามารถใช้ประสบการณ์ความเป็นครูที่สั่งสมมานาน บวกกับแนวคิดของเจ้านายที่เอสซีจี ในการสนับสนุนบุคลากรที่มีความสามารถ “ผมเคยถามเจ้านายเมื่อครั้งที่แนะนำให้ไปเรียนต่อบริษัทจะไม่เสียหายหรือ ได้คำตอบที่กลายเป็นแนวคิดดีๆ และยึดเป็นแบบ จำได้แม่น เจ้านายบอกว่า บริษัทไม่สูญเสีย ถือเป็นการยอมเอาคนคนหนึ่งมาพัฒนาประเทศ ผมจึงเปิดโอกาสให้ทุกคน คุณสมบัติที่เลือกพนักงานคือ ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว คุยรู้เรื่อง ไม่ดื้อ ยอมรับการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลง” ดร.สามารถกล่าว และว่า ส่วนเรื่องฝีมือ สอนกันได้ เพราะความเป็นครูอยู่ตรงไหนก็สอนได้ แค่เปลี่ยนจากสอนและสร้างวิศวกรในมหาวิทยาลัย มาเป็นสร้างวิศวกรในโรงงาน ช่วยพัฒนาประเทศชาติได้เหมือนกัน
วกกลับมาถามถึงการเลือกเรียนด้านช่างกล เพราะมีเป้าหมายจะเป็นเจ้าของกิจการ คำตอบที่ได้ไม่ใช่อย่างที่คิด ดร.สามารถบอกว่าคนจุดประกายให้เรียนด้านช่างก็คือพี่ชาย จากความตั้งใจเดิมอยากเป็นนายอำเภอตามอย่างพี่ที่เป็นไอดอล แต่พี่ชายสังเกตว่าน้องชายสนใจเรื่องช่างเลยพาไปหาญาติเป็นครูสอนที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ) ได้อธิบายให้ฟังถึงแนวการเรียน จึงตัดสินใจเรียนสายอาชีพ
เมื่อถามถึงการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีแนวคิดเหมือนบริษัทส่วนใหญ่หรือไม่ ดร.สามารถบอกว่าไม่มีแนวคิด และไม่เคยรู้สึกเสียดาย แม้จะเล็ก ไม่มากคน แต่กำไรบริษัทโตขึ้นทุกปี เพราะเน้นงานมาตรฐานที่คนอื่นแข่งขันได้ยาก เป็นที่ต้องการของตลาดที่ต้องมาหาเรา ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤตปี 2550 (วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ดิจิทัล ดิสรัปชั่น และล่าสุดวิกฤตโควิด-19 กำไรบริษัทยังเติบโตตลอด “เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาด ติดต่อขอซื้อกิจการ เพื่อสร้างสตอรี่ให้บริษัทของเขา เพราะบริษัทเราถือเป็นโรงงานที่มีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพงาน แต่ไม่ขาย ผมพอใจในสิ่งที่เป็น ซึ่งเพื่อนผมหลายคนที่เป็นเจ้าของกิจการยังบอกว่า หากย้อนเวลาได้ อยากทำเหมือนผม ไม่ต้องวุ่นวาย ไม่เครียด ไม่ต้องหาเงินกู้”
ผ่านวิกฤตมาได้ทุกครั้ง อะไรคือเคล็ดลับ ดร.สามารถตอบสั้นๆ “ไม่ประมาท” และ “ต้องเรียนรู้”
ดังนั้น ตั้งแต่ทำธุรกิจ ดร.สามารถเลือกไม่สร้างหนี้ ไม่ใช้เครดิต หรือเปิดวงเงินกู้ ลงทุนด้วยเงินสดทั้งหมด เช่น หากต้องซื้อเครื่องจักร ก็ต้องเตรียมเงินสดให้พร้อมก่อน โดยเงินสดจะต้องมีมากกว่าเงินที่จะลงทุนเสมอ หรืออย่างเรื่องดิจิทัล ดิสรัปชั่น บริษัทได้ปรับตัวก่อนที่จะเกิดการดิสรัปชั่นในประเทศ มาล่วงหน้า 1 ปี ส่วนตัวเป็นคนชอบเรียนรู้ความทันสมัย “หลักการทำงาน สำคัญที่สุดต้องเซฟความปลอดภัยทั้งหมด เรื่องดิสรัปชั่น เราก็เจอ แต่เราทำก่อนที่จะเกิด เพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้อดีหนึ่งของบริษัทเล็กๆ หรือคนตัวเล็ก คือพลิก-ปรับตัวได้เร็ว”
ถามถึงเทรนด์โลกที่นิยมใช้ หุ่นยนต์ แทนแรงงานคนที่เริ่มมีปัญหาขาดแคลนมากขึ้น ดร.สามารถบอกว่า เคยมีแนวคิดจะลองนำหุ่นยนต์มาใช้แต่ก็ยังทดแทนไม่ได้เพราะงานของบริษัทถือเป็นงานฝีมือ ต้องใช้ skill

ถามถึงบทสรุปของบริษัท เอส.ไฟว์เอนจิเนียริ่ง จำกัด ขอไม่ใหญ่ แต่คับคุณภาพ จะไปยังไงต่อ ดร.สามารถบอกว่า เป้าหมายของเราถือว่ามาสุดสุดแล้ว ทั้งรายได้ ชื่อเสียง ฐานะ “เรียกว่าได้ทั้งกล่องและเงิน มาถึงวันนี้จึงมีแต่กำไร แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาไม่ให้มันล้มเหลว ถือเป็นเกียรติยศที่ต้องรักษาไว้ และอีกสิ่งที่อยากทำให้ดียิ่งๆ ขึ้น คืออยากให้ลูกน้องและครอบครัวมีฐานะ-รายได้ที่ดีขึ้น ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณลูกน้องตลอดเวลาที่ทำให้เกิดผลสำเร็จในวันนี้ ผมตั้งเป้าให้บริษัทมีรายได้ในระดับสิงคโปร์คือค่าเฉลี่ยพนักงานต่อคนต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนบาท/ปี ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานรายได้เทียบเท่าแล้ว แต่ยังอยากทำให้ดียิ่งขึ้น”
คำถามทิ้งท้ายก่อนจาก วางทายาทธุรกิจหรือไม่ ดร.สามารถกล่าวว่า ไม่ได้กดดันให้ลูกชายคนเดียวต้องมาสานต่อธุรกิจที่สร้างไว้ เพราะตัวเขาเองก็มีทางที่เลือกเอง ปัจจุบันเป็นโปรกอล์ฟ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งงานของพ่อ โดยช่วงวัยเรียนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมอุตสาหการที่เซาท์ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ด้วยตั้งใจจะมารับช่วงกิจการ เมื่อเรียนจบจึงกลับมาช่วยดูแลบริษัท แต่ขอเลือกทำอาชีพที่ใจอยากก่อน ซึ่ง ดร.สามารถไม่ได้ปิดกั้นลูก เพราะได้วางระบบงานไว้แล้ว เมื่อไรที่ลูกชายพร้อม ก็มาลุย…รับช่วงต่อกิจการอย่างไร้รอยต่อ

