นโยบาย Supply Chain Resilience
สหรัฐ…โอกาสในการพัฒนาการค้าไทย
สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากวิกฤตการณ์โลกที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเนื่องมาถึงสถานการณ์ในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ และพันธมิตร ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจในหลายภาคส่วนเกิดการหยุดชะงักจากมาตรการการล็อกดาวน์ มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก (ซัพพลายเชน) ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาสินค้าและการบริการที่ขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้รับบริการได้อย่างทันท่วงที ผู้ประกอบการในหลายประเทศต้องชะลอการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ดังนั้น ประเทศต่างๆ จึงเริ่มทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยง โดยนำหลักการห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น หรือ Supply Chain Resilience มาปรับใช้ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างความมีประสิทธิภาพกับความยืดหยุ่น เสริมความเข้มแข็งของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ป้องกันการหยุดชะงักของการค้าระหว่างประเทศ มีการใช้กลยุทธ์มหภาค เช่น การกระจายฐานการผลิตและการลงทุน เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยอาจเลือกไปลงทุนในประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ หรือแหล่งจำหน่ายที่เป็นตลาดผู้บริโภค หรือกลับมาอยู่ภายในภูมิภาค และห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainable Supply Chain)
สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใช้กลยุทธ์การขยายซัพพลายเชน ที่มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งนี้ ในยุคของสงครามเทคโนโลยีที่มีการคานอำนาจกันระหว่างจีนและสหรัฐ ในการเป็นเจ้าของเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับนโยบายการสร้างพันธมิตรกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ เช่น กลยุทธ์อินโดแปซิฟิก ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ลดการขยายอำนาจของจีน และกระจายห่วงโซ่การผลิตสู่ประเทศพันธมิตร ไทยเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ มีเป้าหมายจะยกระดับความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน ด้วยไทยมีความได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้ง มีความน่าสนใจในเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค สามารถลดระยะทางของแหล่งผลิตให้ใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือตลาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ก่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยและสหรัฐ มีการลงนาม “บันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน” มีรายละเอียดแผนการดำเนินการที่สำคัญ เช่น (1) การพัฒนาวิธีการเพื่ออำนวยให้เกิด
ความเข้ากันได้ของสินค้าและบริการสาขาสำคัญ (Development of means to facilitate compatibility of products and services) อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ ยาและเวชภัณฑ์ สินค้าด้านสุขภาพ อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย อุปกรณ์โทรคมนาคม สินค้าพลังงาน และยานพาหนะยุคใหม่ (2) การพัฒนาโครงการความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาความเป็นไปได้ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน (Development of cooperative programs, exchanges of expertise and best practices) และ (3) การพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง (Development of workforce capabilities to enhance strength)
ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เล็งเห็นว่าการลงนาม MOU ดังกล่าว จะนำไปสู่โอกาสของไทยในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนี้
1. MOU มีความสอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ของไทย ที่ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาบนพื้นฐานของหลักการแนวคิด “Resilience” เสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือการเปลี่ยนแปลง และตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาค เช่น เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง เป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ และเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของอาเซียน
2.สามารถนำไปสู่การยกระดับการลงทุนจากสหรัฐ ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้งนี้ สหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 1 ของไทย จากสถิติ U.S. International Trade Commission ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สหรัฐนำเข้าจากไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 31,872.66 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2561 เป็น 47,350.58 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2564 และไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐ เพิ่มขึ้นทุกปี คิดเป็นร้อยละ 1.26 1.34 1.61 และ 1.67 ตามลำดับ ล่าสุดเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2565 สหรัฐนำเข้าจากไทยเป็นมูลค่า 23,978.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 29.35 จากปีก่อนหน้า และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็นร้อยละ 1.79 ซึ่งสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากไทย ร้อยละ 65 เป็นสินค้าเชื่อมโยงกับการลงทุนของสหรัฐ และสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนสินค้าศักยภาพของไทย คิดเป็นร้อยละ 34 ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น ยางนอก เครื่องประดับ และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นต้น ซึ่งหากมีการขยายการลงทุนจากสหรัฐ ในกลุ่มตาม MOU ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และปัจจุบันไทยยังต้องการได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต จะนำไปสู่การขยายมูลค่าการส่งออก และพัฒนาทักษะแรงงานไทยจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
3.การขยายห่วงโซ่อุปทานตาม MOU จะทำให้อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยสหรัฐ มุ่งหวังให้ประเทศพันธมิตรอย่างไทยเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหลักให้สหรัฐ ได้อย่างราบรื่นแม้ในภาวะวิกฤต รวมถึงลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือ สารกึ่งตัวนำ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยผลักดันให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2565 (ไตรมาสที่ 1) การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 และไทยมีการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์รวมมูลค่ากว่า 11,017.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตร้อยละ 11.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการส่งออกไปตลาดหลัก เช่น สหรัฐ จีน และญี่ปุ่น และมีแนวโน้มขยายตัว
ตามความต้องการตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่อการรักษาโรค (ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ น้ำยาและชุดตรวจ เคมีภัณฑ์ และเภสัชภัณฑ์) สหรัฐเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สุดของโลก นำเข้าในปี 2564 เป็นมูลค่าประมาณ 2.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39 จากปีก่อน โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ เพียงร้อยละ 0.99 ขณะที่สหรัฐ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นส่วนแบ่งร้อยละ 28 ซึ่งไทยมีการพึ่งพาสหรัฐ ค่อนข้างสูง
การเริ่มต้นความร่วมมือในบริบทใหม่ของทั้งสองประเทศ และกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ถือเป็นช่วงสำคัญยิ่งที่ไทยจะเร่งพัฒนาเตรียมความพร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายในการ คว้าโอกาสที่จะได้รับอย่างเต็มที่ ในการขยายมูลค่าการค้าให้การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับด้วยสหรัฐเล็งเห็นความสำคัญของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะช่วยขยายส่วนแบ่งตลาดของไทย ควบคู่กับการพัฒนาเพื่อยกระดับการค้าและการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกต่อไป
รณรงค์ พูลพิพัฒน์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

