‘สุวัจน์’ ชี้ชูท่องเที่ยวช่วยฟื้นเดินหน้า ศก. มาถูกทาง แนะใช้ปั้นรายได้โตแตะ 30-40% ของจีดีพีไทย

‘สุวัจน์’ ชี้ชูท่องเที่ยวช่วยฟื้นเดินหน้า ศก. มาถูกทาง แนะใช้ปั้นรายได้โตแตะ 30-40% ของจีดีพีไทย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การฟื้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าต่อนั้น เรามีภาคการท่องเที่ยวที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ และเชื่อว่าเราเดินทางถูกทางแล้ว โดยประเมินจากโครงสร้างของภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยกว่า 40 ล้านคน เฉลี่ยการเข้าพักจะอยู่ประมาณ 10 คืนต่อคน มีการใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาทต่อคนต่อวัน ทำให้เฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติจะใช้จ่ายต่อคนประมาณ 50,000 บาทต่อทริป รวมเม็ดเงินการใช้จ่ายของคน 40 ล้านคน อยู่ประมาณ 2 ล้านล้าน เทียบเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) อยู่ที่ 15% ของมูลค่าจีดีพีรวมประมาณ 15 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนนี้คือรายได้จากการท่องเที่ยวที่ทำให้เศรษฐกิจไทยดีมากเฉพาะช่วงก่อนเกิดโควิด

นายสุวัจน์กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.นักท่องเที่ยวทั่วไป 2.ท่องเที่ยวเชิงประชุม กิจกรรม สันทนาการ และ 3.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ รวมถึงความงาม หากเราสามารถนำจุดแข็งของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมารวมกับรูปแบบการท่องเที่ยว 2 แบบแรก เชื่อว่ามูลค่าจะของภาคการท่องเที่ยวไทยจะขยายตัวเป็นสัดส่วน 30-40% ของจีดีพีได้ ไม่ใช่แค่ 15% หรือ 20% ในปัจจุบัน

นายสุวัจน์กล่าวอีกว่า การท่องเที่ยวเชิงประชุม หรืออุตสาหกรรมไมซ์ ที่มีการแบ่งหน่วยงานมาส่งเสริมและดูแลแบบชัดเจน ก็เห็นการเติบโตของรายได้ท่องเที่ยวไมซ์เพิ่มขึ้น จากเดิมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปจะพักเฉลี่ยที่ 10 วัน ใช้จ่าย 5,000 บาทต่อคนต่อวัน แต่พอมาเป็นนักท่องเที่ยวไมซ์ จะพักเฉลี่ยที่ 5 คืน แต่ใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 บาทต่อคนต่อวัน ถือว่าใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า ทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวที่ตอบรับเทรนด์โลกในตอนนี้คือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ และความงาม ถือว่าเป็นโครงสร้างใหม่ทางเศรษฐกิจที่อยู่บนจุดแข็ง และมีความน่าสนใจ เพราะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้องมีพื้นฐานที่สำคัญ 2 อย่าง คือ 1.ต้องมีสาธารณสุขที่เข้มแข็ง และ 2.ต้องมีพื้นฐานการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง ซึ่งประเทศไทยมีทั้งสองอย่าง แม้เราจะเจ็บป่วยและมีวิกฤตการระบาดโควิดมากว่า 2 ปี แต่ต้องยอมรับว่าเราได้รับคำชมเชยจากนานาชาติถึงระบบสาธารณสุขและการแพทย์ที่มีความเข้มแข็ง มองว่าส่วนนี้คือ โอกาสของประเทศไทย

“คาดการณ์ว่าอีก 3 ปีข้างหน้า มูลค่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกประมาณ 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากคำนวณเป็นเม็ดเงินบาทในช่วงที่เงินบาทอ่อนระดับ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะได้ประมาณ 250 ล้านล้านบาท สมมุติประเทศไทยขอเพียง 1% จากเม็ดเงินทั้งหมด ก็จะมีรายได้เข้าประเทศไทยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับมูลค่ารายได้ของภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบันของไทยทั้งปี แต่เป็นเพียง 1% ของตลาดการท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพรวมจากทั่วโลกเท่านั้น” นายสุวัจน์กล่าว

Advertisement

นายสุวัจน์กล่าวว่า ในฐานะประธานเปิดงานเปิดตัวโครงการ “CHELAVA Wellness Hua Hin” (เชวาลา เวลเนส หัวหิน) โดยโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ต ร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางแถวหน้าวงการสุขภาพและความงามรุกตลาดเวลเนสระดับพรีเมียมหัวหิน ปักหมุด “หัวหิน” ให้เป็นฮับใหม่ของท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งถือเป็นการนำเสนอภาพใหม่ เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก พร้อมตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยเชื่อว่าจะเป็นส่วนช่วยยกระดับการท่องเที่ยวในเมืองหัวหินสู่ระดับนานาชาติ ส่งผลถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ใช่มีจุดแข็งเพียงด้านทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ ระบบขนส่งโลจิสติกส์ ประเพณีวัฒนธรรม ซอฟต์เพาเวอร์ ธรรมชาติทั้งทางบกทางน้ำที่รองรับอยู่ เหลือเพียงการบริหารจัดการเท่านั้น และต้องบอกว่าการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือลงทุนใหม่ ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image