ปัจจุบัน การปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในแง่ปริมาณผลผลิตและคุณภาพน้ำยาง ทำให้ยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อสภาพเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มีความมั่นคงทางด้านรายได้มากขึ้น
หลังจากเกษตรกรหันมาทำสวนยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ได้เปลี่ยนแปลงภาพความแห้งแล้งของภาคอีสาน ให้กลายเป็น “อีสานเขียว” สภาพอากาศก็มีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นและมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้ำยางพาราในปริมาณที่สูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มีพื้นที่ปลูกยางพารา จำนวน 236,370 ไร่ ได้ปริมาณน้ำยาง 48,974 ตัน ถือเป็นปริมาณผลผลิตน้ำยางที่สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสาน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนและคณะสื่อมวลชนมีโอกาสติดตาม ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเยี่ยมชมการผลิตยางแผ่นดิบ การแปรรูปยางแผ่นรมควัน เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันชาวสวนยางในจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมอนยางพาราบุรีรัมย์ ที่ใช้ชื่อการค้าว่า “บุรี-พารา” ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลสะแกซำ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โทร. (044) 625-201 ภายใต้การนำของ คุณธนินท์ วัฒนวงศ์สันติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหมอนยางพาราบุรีรัมย์
กลุ่มวิสาหกิจฯ แห่งนี้ได้รวมตัวสร้างมูลค่าเพิ่มน้ำยางสด ในลักษณะหมอนยางเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันทางกลุ่มผลิตหมอน โดยใช้น้ำยางข้น 10 กิโลกรัม มาปั่นตีฟองในถัง 25 นาที โดยเติมน้ำยาส่วนผสมตามสูตร เพื่อให้ยางแข็งตัว จากนั้นเทน้ำยางข้นลงบล็อกที่เตรียมไว้ ปล่อยทิ้งไว้ 15 นาที รอจนยางแข็งตัว จึงนำหมอนยางเข้าตู้อบ อุณหภูมิที่ 90 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 40 นาที จากนั้นนำหมอนยางไปล้างสารเคมีด้วยน้ำอุ่น ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ผ่านการล้างทำความสะอาดจนครบ 3 น้ำ เพื่อลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขั้นตอนต่อมา นำหมอนยางเข้าสู่กระบวนการรีด 3 ครั้ง ก่อนนำไปเป่าไล่ความชื้นด้วยพัดลม จากนั้นคนงานจะนำหมอนไปตัดแต่งและบรรจุใส่ถุงเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป ปัจจุบันทางกลุ่มสามารถผลิตหมอนยางได้ วันละ 200-300 ใบ ขายส่ง ใบละ 390 บาท สินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในประเทศและส่งออก
สหกรณ์กองทุนสวนยางโนนสุวรรณ จำกัด มุ่งรวบรวมผลผลิตน้ำยางสดของชาวสวนยางในพื้นที่มาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน ได้รับการสนับสนุนการสร้างโรงอบและรมยางจากจังหวัดบุรีรัมย์ และ กยท. คุณสมปอง ชำนิจ ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนสุวรรณ จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์กองทุนสวนยางโนนสุวรรณ ถือเป็นแห่งเดียวในภาคอีสานที่รวบรวมน้ำยางดิบมาทำแผ่นรมควัน หาตลาด จัดจำหน่าย อย่างครบวงจร เดิมมีกำลังผลิตยางแผ่นรมควันได้ในปริมาณ 40-50 ตัน ต่อวัน แต่ยังไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำยางของเกษตรกรในพื้นที่ได้เพียงพอ

ต่อมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดบุรีรัมย์ก่อสร้างโรงอบยางแผ่นรมควันพร้อมอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางแผ่นรมควันที่ได้มาตรฐานจากเดิม 40 ตัน เป็น 60 ตัน ต่อวัน รองรับปริมาณน้ำยางสดของเกษตรกรที่ปลูกยางพาราในอำเภอโนนสุวรรณ จำนวน 1,278 คน ซึ่งมีพื้นที่เปิดกรีดแล้ว จำนวน 24,142 ไร่ เป็นการยกระดับคุณภาพยางพาราให้ได้มาตรฐาน สร้างอำนาจการต่อรองในตลาดยางพารากับบริษัทผู้รับซื้อโดยตรงได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปันผลเฉลี่ยคืน หลังจากขายน้ำยางสดที่ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นยางแผ่นแล้ว เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาตลาดกลางรับซื้อน้ำยางสดโดยตรง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4-5 บาท ที่สำคัญเกษตรกรไม่ต้องเสียเวลา ลดต้นทุนแรงงานผลิตยางแผ่นเอง
ในพื้นที่อำเภอโนนสุวรรณ ยังมีกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็งที่รวมตัว ในชื่อ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา” ที่นำนวัตกรรมการแปรรูปยางก้อนถ้วยสู่ยางเครป ช่วยเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ราคาเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนในการแปรรูปได้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 200 คน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาราคาตกต่ำ โดยมุ่งแปรรูปยางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทุกวันนี้ทางกลุ่มได้รวบรวมยางก้อนถ้วยราคาถูกมาแปรรูปเป็นยางเครปบาง ขนาด 3 มิลลิเมตร ที่ช่วยให้ยางแห้งเร็ว โดยใช้นวัตกรรมโรงอบ สามารถอบยางให้แห้งในระยะเวลาสั้นแค่ 24 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ใช้เวลาอบยาง 10-15 วัน

การผลิตยางเครปรมควันแผ่นบาง จากภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยางพาราเติบโตต่อไป เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรฯ สามารถเก็บรักษาคุณภาพยางได้นานขึ้น เพิ่มโอกาสการขาย ไม่จำเป็นต้องรีบขายในช่วงที่ยางราคาตก เดิมเกษตรกรขายยางก้อนถ้วย ในราคา 20 กว่าบาท เมื่อแปรรูปเป็นยางเครปขายได้ราคาสูงขึ้น เป็น 40 กว่าบาท
คุณธนากร จีนกลาง ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ราคายางพาราผันผวน พวกเราพยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสหาวิธีการแปรรูปใหม่ๆ ก็พบว่า ตลาดประเทศจีนมีความต้องการยางเครปมากขึ้น แต่ยังมีผู้ผลิตน้อยราย ทางกลุ่มฐานเกษตรยางพาราจึงผลิต “ยางเครปรมควัน” คุณภาพดี โดยร่วมมือกับ อาจารย์วันไชย ไชยสงคราม ช่วยวิจัยพัฒนา “ตู้อบรมควันไฮเทค” ขึ้นมา สามารถย่นเวลาการรมควันทั้งยางแผ่นและยางเครป จาก 4-5 วัน เหลือเพียง 24-36 ชั่วโมง เท่านั้น ปัจจุบันกลุ่มของเรามีอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าค่อนข้างสูง ประหยัดต้นทุนการผลิตได้ด้วย ทุกวันนี้กลุ่มรับซื้อน้ำยางสดได้สูงสุด วันละ 15 ตัน ผลิตยางแผ่นรมควันได้ วันละ 3-4 ตัน
นอกจากนี้ เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ เช่น กล้วยหอม ลองกอง เงาะ ฝรั่งกิมจู ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมและเป็นหลักประกันความเสี่ยงราคายางที่ยังผันผวน และนำน้ำส้มควันไม้จากตู้อบรมควันไฮเทคมาใช้ทำให้ไม้ผลของชุมชนเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง นับเป็นความโชคดีของพื้นที่โนนสุวรรณ ที่เป็นแหล่งดินภูเขาไฟที่มีแร่ธาตุสมบูรณ์ ทำให้ผลไม้ที่ปลูกมีรสชาติดี ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด
ส่งเสริมปลูกยาง “พันธุ์ 251” ให้ผลผลิตสูง
กยท. วางเป้าหมาย “ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการยาง” หนึ่งในกลยุทธ์ที่ กยท. นำมาใช้คือ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกยางพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ RRIM 600 ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50 ของเป้าหมายการปลูกแทนและปลูกใหม่ เช่น พันธุ์ยาง สถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251) ฯลฯ

คุณวิชิต ลี้ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนยางจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ผมทดลองปลูกยาง พันธุ์ RRIT 251 ตามคำชักชวนของศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ พบว่า ยางพันธุ์นี้ปลูกดูแลง่าย และให้ผลผลิตเร็ว จึงตัดโค่นต้นยางพันธุ์เดิม คือ BPM 24 และ RRIM 600 และหันมาปลูกต้นยาง RRIT 251 บนเนื้อที่กว่า 800 ไร่
ปัจจุบัน ต้นยาง RRIT 251 ที่ปลูกอายุเปิดกรีด 9 ปีแล้ว ให้เปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง ของน้ำยางสด (DRC) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 467.2 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี เทียบกับพันธุ์ยาง RRIM 600 ที่มีอายุเท่ากัน มีค่า DRC เพียงแค่ 218.1 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี คำนวณโดยเฉลี่ยถือได้ว่า ยาง RRIT 251 ให้ผลผลิตสูงกว่า พันธุ์ RRIM 600 ประมาณ 59.4% ทีเดียว
นอกจากนี้ คุณวิชิต ยังแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางในท้องถิ่น หันมาปลูก “ซีรูเลียม” เป็นพืชคลุมดินในระหว่างแถวยาง ช่วงที่ยังไม่เปิดกรีดยางได้ ประมาณปีที่ 1-6 เนื่องจาก ซีรูเลียม มีใบคลุมดินหนาแน่น รากของซีรูเลียมจะช่วยยึดโครงสร้างดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังใช้เป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ช่วยดูดซับและเก็บกักน้ำในผิวดินได้ดีขึ้น หากซีรูเลียมติดเมล็ดจะสามารถจำหน่ายเมล็ดในราคา ประมาณ 2,000-2,500 บาท ต่อกิโลกรัม
หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับซีรูเลียม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก คุณสถิตย์ มณีสาร พนักงานตรวจจำแนกพันธุ์ยาง ศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์ สังกัดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โทร. (089) 584-8518 และ (061) 023-5162

