‘ธงทอง’ รับลูก ‘ชัชชาติ’ ตรวจสัญญาสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 3.5 แสนล้าน จ่อทบทวนค่าจ้างใหม่

2.08.22 | 17:10 น.

‘ธงทอง’ รับลูก ‘ชัชชาติ’ ตรวจสัญญาสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 3.5 แสนล้าน จ่อทบทวนค่าจ้างใหม่

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยกับมติชนว่า บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ที่จะมีการตรวจสอบสัญญาจ้างเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย เพื่อให้เกิดความรอบคอบในเรื่องของตัวเลขต่างๆ รวมถึงดูความสัมพันธ์ของสัญญาระหว่าง กทม.กับเคที และเคทีกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ที่ทำไว้ถึงปี 2585 โดยเฉพาะส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ที่รูปแบบการจ้างแตกต่างจากส่วนต่อขยายช่วงที่ 1 ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และตากสิน-บางหว้า ที่มีรูปแบบสัญญาชัดเจนว่าเป็นการจ้างบริหารโครงการ แต่ส่วนต่อขยายที่ 2 มีแค่หนังสือมอบหมายงานเท่านั้น

“ท่านผู้ว่าฯคงสงสัยถึงความผูกพันมาถึง กทม.แค่ไหน อย่างไร เพราะจะต้องเสนอของบประมาณจากสภา กทม.ด้วย ซึ่งการทำสัญญาส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 ทำไมถึงไม่เหมือนส่วนต่อขยายช่วงที่ 1 ผมก็รู้ข้อมูลเท่ากับผู้ว่าฯ ถ้าทำเหมือนกัน การดูทีละสเต็ปจะง่าย เพราะส่วนต่อขยายที่ 1 ไม่มีปัญหา เรากำลังคุยกันถ้ายังมีข้อสงสัยกันอยู่ ถ้ามีความจำเป็นจะต้องหารือไปยังกฤษฎีกา” นายธงทองกล่าว

ทบทวนค่าจ้างใหม่ทั้งหมด

นายธงทองกล่าวว่า สำหรับค่าจ้างเดินรถที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ต้องมาดูกันใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะส่วนต่อขยายช่วงที่ 2 วงเงินกว่า 1.6 แสนล้านบาท ที่ต้องดูในรายละเอียดว่าคิดบนพื้นฐานอะไรบ้าง ส่วนช่วงที่ 1 ยอมรับว่าค่าจ้างเดินรถ 30 ปี วงเงิน 187,790 ล้านบาท เป็นการทำแบบถูกต้อง แต่ด้วยพื้นฐานการคำนวณในปัจจุบันเปลี่ยนไป เช่น คนใช้บริการ ต้องมาทบทวนกันใหม่ด้วยเช่นกัน ขณะนี้เคทีอยู่ระหว่างคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษามามีความรู้มาช่วยตรวจสองตัวเลข จะใช้เวลา 45-60 วัน นับจากเซ็นสัญญาคาดว่าในเดือนสิงหาคมนี้จะได้บริษัทที่ปรึกษา

“ส่วนการเปิดสัญญาจ้างเดินรถนั้น เคทีให้ กทม.เปิดสัญญาได้แล้ว ส่วนจะเปิดได้มากแค่ไหนอยู่ที่ กทม.จะพิจารณา ซึ่งท่าทีของบีทีเอสก็ ไม่ได้ปฏิเสธ เขายินยอมให้เปิด แต่มีข้อสังเกตให้ กทม.พิจารณาว่าการเปิดสัญญาต้องเป็นตามมาตรฐานเดียวกับที่ผู้ประกอบการคล้ายคลึงกันได้เปิดเผยสัญญานั้น เพราะสัญญาการรับจ้างเดินรถ ไม่ได้มีเฉพาะของบีทีเอสซี” นายธงทองกล่าว

ธงทอง

Advertisement

ต้องยึดหลักธรรมาภิบาล-โปร่งใส

ในวันเดียวกันนายธงทองได้กล่าวมอบนโยบายให้ผู้บริหารเคที โดยกล่าวว่า เคทีเป็นวิสาหกิจของ กทม.ซึ่งเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ รูปแบบพิเศษ บริษัทถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการให้บริการสาธารณะ การจัดทำสาธารณูปโภคต่างๆ ในการให้บริการคนกรุงเทพฯหลายล้านคน การเป็นวิสาหกิจควรอยู่ได้ด้วยตนเอง บางภารกิจอาจมีกำไร บางภารกิจอาจขาดทุนก็สามารถเฉลี่ยให้การให้บริการสาธารณะต่างๆ ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งโดยหลักของการทำงานเพื่อสาธารณะนั้นมีทั้งคำติและชม ขอให้เปิดใจรับและนำมาพิจารณาปรับปรุงตนเอง ให้ยึดมั่นในการให้บริการด้วยความเต็มใจและรักษามาตรฐาน ทบทวนตนเองอยู่เสมอ

“ที่ผ่านมาบริษัทเป็นที่พูดถึงในสื่อต่างๆ ที่เป็นด้านลบ สิ่งที่ต้องทำคือ การมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ต้องให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ต่อสาธารณะจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นเกราะคุ้มภัยในการทำงานของบริษัท เพราะด้วยข้อมูลที่คนรับรู้จะสร้างแรงใจ แรงศรัทธาจากประชาชน ทำให้สามารถดำเนินงานต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น” นายธงทองกล่าว

นายธงทองกล่าวว่า ขอให้การทำงานของเราต้องใช้หลักวิชา ซึ่งถ้าเรามีอยู่ในองค์กรก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เชื่อว่าเราไม่ได้ทำด้วยตนเองได้ทุกอย่าง การแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความรู้จะมาช่วยส่งเสริมการทำงานให้ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่กล่าวมานี้ขอให้มั่นใจว่าการมาทำหน้าที่ของตนและบอร์ดชุดนี้ เราลงเรือลำเดียวกัน เป็นทีมเดียวกัน และเคทีคือบ้านของเราทุกคน

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้เข้ามาทำงานเกือบ 40 วัน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในการทำงานที่พนักงานได้ปรับตัวและคอยอำนวยความสะดวกในการทำงานในช่วงที่ผ่านมา เนื่องด้วยลักษณะการทำงานของตนเองนั้นเป็นคนที่มาทำงานแต่เช้าและกลับดึก ในบางครั้งก็มีการทำงานในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุนตนในฐานะกรรมการผู้อำนวยการ พร้อมให้ข้อคิดสำหรับการทำงานโดยยกคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ ในการทำงานในองค์กรให้ยึดหลัก “สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ”