ก.เกษตร ขับเคลื่อน ‘สภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส’ ผนึกทุกเครือข่าย ดันไทยฮับอาเซียน
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นประธานพิธีเปิดและปาถกฐาพิเศษ เรื่อง “เกษตรอินทรีย์และเกษตรอินทรีย์พีจีเอส” ผ่านระบบออนไลน์ว่า รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อย่างมากจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การแปรรูป การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลภายใต้ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564”
นายอลงกรณ์กล่าวว่า โดยมีคณะกรรมการเกษตรอินทรีย์แห่งชาติและคณะกรรมบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่มี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเป็นกลไกระดับนโยบายและมีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภายใต้ 3 คณะทำงาน ได้แก่ คณะกรรมการด้านเกษตรอินทรีย์ คณะทำงานด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรผสมผสาน และคณะทำงานด้านวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ ได้เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปี 2564-2565 เดินหน้าจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2566-2570 และร่าง พ.ร.บ.เกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมกับเห็นชอบให้มีการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ รวมทั้งการจัดทำโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง (Urban Farming) และโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank)
นายอลงกรณ์กล่าวว่า ประการสำคัญคือการจัดตั้งสภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส แห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 โดยมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) หรือเกษตรอินทรีย์วิถีชุมชน
“วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่สภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส แห่งประเทศไทย ได้เห็นชอบธรรมนูญของสภาและคณะกรรมการบริหารอย่างเป็นทางการชุดแรก แทนคณะกรรมการบริหารชุดเฉพาะกิจ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเครือข่ายองค์กรเกษตรอินทรีย์หลักๆ เช่น มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส สหพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนแห่ง ประเทศไทย ยังมีกลุ่มเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส ในเครือข่ายอื่นๆ อีกเป็นจํานวนมากที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนสภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส และแผนดําเนินงานขับเคลื่อนระบบ พีจีเอส ของประเทศให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
“เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 1.เพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ 2.เพิ่มการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3.เพื่อให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ 4.เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของสินค้าและบริการด้านเกษตรอินทรีย์ในระดับภูมิภาคอาเซียน” นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์กล่าวว่า การจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์โดยเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ทั้ง 77 จังหวัด และศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC-Center of Excellence) อย่างใกล้ชิดด้านการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการอบรมบ่มเพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการพัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบออนไลน์และออฟไลน์ เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระบบทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงการแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผลผลิตทั้งพืชและสัตว์ กับโครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมเกษตรอุตสาหกรรม ตาม 5 ยุทธศาสตร์ของนายเฉลิมชัยได้แก่ ตลาดนำการผลิต, เทคโนโลยีเกษตร 4.0, 3S (safety-security-sustainability) เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน, ศาสตร์พระราชา
นายอลงกรณ์กล่าวว่า และบูรณาการเชิงรุกทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ประการ 1.เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ 2.เพิ่มจำนวนเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย 3.เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออกโดยให้มีสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 ต่อตลาดส่งออกร้อยละ 60 4.ยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีชุมชนเพิ่มขึ้น
“สภาเกษตรอินทรีย์ พีจีเอส ต้องเปิดกว้าง สร้างพันธมิตรทำงานเชิงโครงสร้างและระบบ เปรียบเสมือนคานงัดที่จะสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญต่ออนาคตของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยของเรา” นายอลงกรณ์กล่าว

