หน้าแรก เศรษฐกิจ โลตัส ทุ่ม1.3...

โลตัส ทุ่ม1.3หมื่นล้าน พลิกสู่”นิว สมาร์ท รีเทล”รองรับกำลังซื้อฟื้นหลังเปิดประเทศ

8.08.22 | 13:47 น.

นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย เปิดเผยว่า โลตัส กำลังขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ นิวสมาร์ทรีเทล หรือผู้นำธุรกิจค้าปลีก ที่ใช้สมาร์ทเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อออฟไลน์และออนไลน์ในการบริการลูกค้า โดยปี2565 เตรียมใช้งบประมาณ 12,500-13,500 ล้านบาท ในการลงทุน ได้แก่ 1. เปิดสาขาใหม่ ครึ่งหลังปีนี้ มีแผนงานเปิดเพิ่ม 70-80 สาขา รวมถึง โลตัส นอร์ธ ราชพฤกษ์ สาขา flagship ที่จะเปิดไตรมาส 4  ทำให้สิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 2,350 สาขา จากเดือนกรกฎาคมปีนี้ทั้งรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต มินิซูเปอร์มาร์เก็ต รวม 2,279 สาขา

2. ลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมปรับปรุงสาขาเดิม โดยนำเทคโนโลยีเชื่อมต่อสาขา แล้ว 2,300 แห่งทั่วประเทศกับแพลทฟอร์มออนไลน์ และใช้บิ๊กดาต้าของโลตัส เสริมการบริการรับสั่งสินค้าทางออนไลน์และจัดส่งถึงที่ ชูบริการออนไลน์ช้อปปิ้งทั่วประเทศ ไปพร้อมกับยกระดับแผนกอาหารสด เพิ่มสินค้าใหม่ สินค้าพรีเมี่ยม สินค้านำเข้า สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างแพลทฟอร์มเพิ่มช่องทางขายให้กับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี และเกษตรกร พร้อมกับขยายพื้นที่และเพิ่มร้านอาหารแบรนด์ที่ลูดค้าชื่นชอบและร้องดังท้องถิ่น ให้ถึง 5,800 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ จากครึ่งปีแรกเพิ่มแล้วกว่า 1,300 ร้านค้า

ทั้งนี้ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โลตัส เปิดตัว Lotus’s SMART App แอปพลิเคชั่นค้าปลีกที่รวมแพลทฟอร์ม อีคอมเมิร์ช และโปรแกรมขอบคุณลูกค้า MyLotus’s เข้าไว้ด้วยกัน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นกว่า 4.5 ล้านราย และยอดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 400% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 เป้าหมายเพิ่มเป็น 8 ล้านคนในสิ้นปีนี้ จากฐานลูกค้า 10 ล้านคน ซึ่งจะฐานข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าตรงใจกับลูกค้าแต่ละราย จัดโปรโมชั่นพิเศษรายเดือนหรือให้ส่วนลดที่จะถึงสมาชิกได้มากขึ้น เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้ายั่งยืน โดยครึ่งปีหลังนี้ได้ออกแคมเปญ “ราคามายโลตัส” จะมีการหมุนเวียนสินค้าจำเป็นราคาถูกกว่าปกติมาให้ลูกค้าเลือกซื้อ รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ลดค่าเช่าพื้นที่ขายในศูนย์การค้า เป็นต้น

ส่วนสาขาตรงข้ามไอคอนสยามจะเป็นการนำร่องรูปแบบใหม่ ตอบสนองคนเมือง ที่เน้นทันสมัยและครบครัวด้วยบริการต่างๆ ซึ่งจะมีแถลงรายละเอียดวันที่ 10 สิงหาคมนี้ โดยยังมีแผนเปิดสาขาขนาดเล็กต่อเนื่องในปีหน้า เป้าอีก 200 สาขา เพราะยังเห็นว่ายังมีช่องวางให้เปิดสาขาขนาดเล็กได้อีก จากปัจจุบันเพิ่วครอบคุม60-70% ของพื้นที่เป้าหมาย

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ในครึ่งหลัง2565 จะมีปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบ โดยปัจจัยบวกสำคัญ คือ การเปิดประเทศ รัฐออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นตัวสำคัญในการเพิ่มกำลังซื้อในท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา ไม่มีนักท่องเที่ยว กำลังซื้อซบเซามาก  ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงโควิดคลี่คลายทำให้การออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น และความเชื่อมั่นทั่วโลกดีขึ้น คาดว่าทั้งปีนี้ยอดใช้จ่ายทั้งไม่ใช่กลุ่มอาหารจะโตได้เกิน 2 หลัก

Advertisement

แต่กลุ่มอาหารอาจโตหลักเดียว เพราะปัญหาเงินเฟ้อทำให้ประชาชนอาจต้องระมัดระวังใช้จ่าย แต่ในเชิงธุรกิจมูลค่าการค้าจะสูงขึ้น ดังนั้นเงินเฟ้อมีทั้งผลลบและผลดี ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น วิตกต่อสงครามจีน-ไต้หวัน เชื่อว่ายังไม่มีผลต่อกำลังซื้อในช่วงนี้ รวมถึงความวิตกเรื่องการปรับค่าไฟฟ้าและขึ้นดอกเบี้ย อาจส่งผลบ้างต่อประชาชนระมัดระวังใช้เงิน แต่ภาคธุรกิจเชื่อว่าเตรียมตัวแล้ว อย่างโลตัส ใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ลดใช้จ่ายไฟฟ้าได้ทางหนึ่ง เริ่มแล้วสาขาใหญ่ กำลังขยายไปสาขาเล็กๆต่อไป