‘ททท.’ แจงไอเดียเปิดถึงผับตี 4 หวังกระตุ้นใช้จ่าย ศก.กลางคืน ยันไม่หนุนดื่มแอลกอฮอล์
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแนวคิดที่จะเสนอให้ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ในเดือนกันยายนนี้ พิจารณาขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงเวลา 04.00 น. เฉพาะบางพื้นที่ (โซนนิ่ง) ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากในเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ กรุงเทพฯ พัทยา กระบี่ ภูเก็ต หัวหิน สมุย และเชียงใหม่ ให้มีผลตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) โดยเน้นย้ำว่า เป็นเรื่องของการขยายเวลาเศรษฐกิจภาคกลางคืน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ได้ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่มองว่าเป็นเรื่องการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมากกว่า
“การขยายเวลาเปิด-ปิดสถานบันเทิงขึ้นอยู่กับกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งตามที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เสนอไปนั้น เป็นเพราะบางประเทศกว่าจะเริ่มทานมื้อค่ำก็ประมาณ 21.00-22.00 น. จากนั้นประมาณ 24.00 น. เป็นต้นไป ก็อยากจะไปท่องเที่ยวต่อ ทำให้หากมีระยะเวลาการใช้จ่ายนานขึ้น ก็จะทำให้ช่วยจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลต่อเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ได้เป็นการสนับสนุนให้ดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า จากเดิมแนวคิดการขยายเวลาเปิดให้บริการสถานบันเทิงถึง 04.00 น. จากเดิมเปิดได้ถึง 02.00 น. เป็นเรื่องเดิมก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ลงพื้นที่ถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยา และได้รับการสนับสนุนแนวคิดนี้จากผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยเรื่องนี้อาจต้องมีการทำระบบโซนนิ่ง หรือการกำหนดพื้นที่เพื่อควบคุม ก่อนที่จะประเมินภาพจากนั้นว่า เมื่อมีการขยายเวลาเศรษฐกิจภาคกลางคืนแล้ว จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมากน้อยเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เรากำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศอยู่ตอนนี้
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ททท.เตรียมจะเสนอที่ประชุม ศบค. ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาพำนักของวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) จากระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน เป็นสูงสุดไม่เกิน 45 วัน และขยายระยะเวลาพำนักของวีซ่าหน้าด่าน (Visa on Arrival : VoA) เพิ่มจากปกติสามารถท่องเที่ยวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน เป็นสูงสุดไม่เกิน 45 วัน เช่นกัน โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันอนุมัติจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ตามข้อเสนอของภาคเอกชนท่องเที่ยว ซึ่งการยกเว้นวีซ่า 2 ประเภทนี้ ได้เคยทำมาแล้ว ถือเป็นหนึ่งในมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ช่วยให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น โดย ททท.ดูข้อมูลผู้ยื่นขอวีซ่าตามสถานทูตไทยในต่างประเทศ พบว่าต้องการอยู่ท่องเที่ยวในประเทศไทยเกิน 30 วัน สะท้อนให้เห็นแนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่นิยมอยู่นานมากขึ้น จึงคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่เที่ยวในประเทศไทยนานขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 5 วัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 4,000-5,000 บาทต่อคน
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอจากภาคเอกชนท่องเที่ยวเรื่องขอให้รัฐบาลพิจารณา “ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า” หลังได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้ความว่า ความจริงยังมีความเห็นที่ต้องไปหารือกันในวงกว้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพราะการขยายระยะเวลาพำนักของวีซ่านักท่องเที่ยวและวีซ่าหน้าด่าน ถือเป็นเรื่องที่ทำได้เร็วกว่า ททท.จึงเดินหน้าเตรียมเสนอที่ประชุม ศบค.พิจารณาในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ก่อน เนื่องจากตอนนี้อะไรทำได้ ต้องเร่งทำก่อน โดยต้องประกาศล่วงหน้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ประกอบการได้เตรียมตัว ส่วนเรื่องการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ต้องหารือกันเพิ่มเติมในระดับนโยบายอีกครั้ง

