นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ครึ่งปีแรก 2565 บริษัทสามารถสร้างรายได้รวมจากสินค้าแนวราบ กลุ่มคอนโดมิเนียม และธุรกิจอื่นๆ สูงสุดถึง 25,276 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 23% เทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อนที่ทำได้ 20,506 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 2,518 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเท่ากับ 0.51 เท่า พร้อม มูฟออนไปต่อแบบไม่สะดุดด้วยวงเงินสด พร้อมใช้กว่า 13,607 ล้านบาท ทั้งหมดคือความสำเร็จจากการเตรียมองค์กรให้พร้อมตั้งรับกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีเป้ารายได้ทั้งปี 47,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2565 บริษัทรับรู้รายได้เพิ่มจากการโอนกรรมสิทธิ์ 2 คอนโดมิเนียมใหม่ที่ก่อสร้างเสร็จ ได้แก่ RHYTHM เอกมัย เอสเตท และ LIFE สาทร เซียร์รา ณ วันที่ 31 กรกฎาคม บริษัทมียอดขายรอโอน 33,637 ล้านบาท
นายวิทการ กล่าวต่อว่า ถึงแม้จะต้องดำเนินธุรกิจท่ามกลางความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน ตลอดจนการปรับตัวขึ้นของต้นทุนด้านต่างๆ แต่บริษัทยังคงสร้างนิวเรคคอร์ดด้านตัวเลขอย่างต่อเนื่อง โดย สิ้นเดือนกรกฎาคม บริษัทมียอดขาย 29,960 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ที่ 50,000 ล้านบาท โดยยอดขายที่ทำได้นั้นเติบโตขึ้นกว่า 45% เทียบกับครึ่งปีก่อนหน้า โดยมีสินค้าซูเปอร์สตาร์อย่างบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่ขับเคลื่อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่ยอดขายกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมก็ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นภาพสะท้อนถึงดีมานด์ตลาดคอนโดที่เริ่มฟื้นคืนกลับ อีกทั้ง ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีให้กับตลาดคอนโดในภาพรวมอีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าตามแผน BREAKTHROUGH ทุกข้อจำกัด โดย ครึ่งปีหลังบริษัทมีโครงการพร้อมขายเพื่อส่งมอบชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้กระจายทั่วกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัดรวมกันมากถึง 160 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 122,350 ล้านบาท โดยทิศทางในการพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด เราคงใช้สินค้าแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมภายใต้แบรนด์อภิทาวน์ ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา อภิทาวน์เปิดโครงการแล้วใน 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ระยอง นครศรีธรรมราช เชียงราย และอยุธยา และครึ่งปีหลังนี้จะเปิดเพิ่มอีก 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ฉะเชิงเทรา และ อุบลราชธานี รวมถึงโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกจำนวนมาก ประกอบด้วยทาวน์โฮม 16 โครงการ มูลค่า 16,440 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 18 โครงการ มูลค่า 24,030 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 10,400 ล้านบาท

