หน้าแรก เศรษฐกิจ เมย์แบงก์ ชี้...

เมย์แบงก์ ชี้ผลกระทบขึ้นค่าแรง ธุรกิจก่อสร้างอ่วมสุด

10.08.22 | 16:51 น.

เมย์แบงก์ ชี้ผลกระทบขึ้นค่าแรง ธุรกิจก่อสร้างอ่วมสุด

รายงานจากทีมวิจัย บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุถึงการที่กระทรวงแรงงานเตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อ โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในช่วงเดือนกันยายน และคาดผ่านมติและบังคับใช้เดือนตุลาคม 2565 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ส่งผลทำให้ค่าแรงเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ในช่วงประมาณ 330-350 บาทต่อวัน จากฐานเดิม โดยพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของแต่ละจังหวัด

โดยรายงานระบุว่า ผลจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานไม่มีฝีมือ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่จะถูกปรับขึ้นค่าแรง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 42.4% โดยอ้างอิงจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ก่อสร้าง และภาคบริการ อย่างไรก็ตาม ประเมินผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในภาพรวม และกำไรบริษัทจดทะเบียน แบบเป็นกลาง เนื่องจาก 1.การปรับขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ จะส่งผลเชิงลบต่อเพียงแค่บางอุตสาหกรรมและธุรกิจ 2.ในเชิงเปรียบเทียบ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้มีอัตราการปรับขึ้นต่ำกว่าครั้งปี 2556 ที่มีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ทั่วประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ 3.ภาคธุรกิจปรับตัวรองรับกับภาวะต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ มาแล้วระยะหนึ่ง เช่น ปรับขึ้นราคาขาย ใช้นโยบายลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 4.อานิสงส์บวกจากกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการบริโภคของไทย และหนุนให้ภาครัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม จากกรณีปรับค่าแรงขึ้นต่ำขึ้น 10% จะส่งผลในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

1.กลุ่มก่อสร้าง โดนผลกระทบเชิงลบมากที่สุด แนวโน้มกำไรในปี 2566 จะโดนกระทบประมาณ 3-8% แต่ในขณะเดียวกันความสามารถในการปรับขึ้นราคาขายน่าจะทำได้ต่ำ (ประเมินที่ระดับประมาณ 1 จาก 10 คะแนน)
2.กลุ่มท่องเที่ยว โดนผลกระทบต่อกำไรมากที่สุดประมาณ 6-55% ในขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย ถือว่าอยู่ในระดับกลาง (ประมาณ 4 จาก 10 คะแนน)

3.ส่วนกลุ่มอื่นๆ ผลกระทบค่อนข้างจำกัด เช่น กลุ่มการแพทย์ ที่แม้ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นจะกระทบกำไรประมาณ 2-14% แต่ความสามารถในการปรับเพิ่มราคาขายและบริการน่าจะสามารถทำได้ จากประเภทของสินค้าที่ถือเป็นสินค้าจำเป็น (ระดับคะแนนประมาณ 8 จาก 10) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่พึ่งพาแรงงานที่ได้รับค่าแรงขึ้นต่ำ หรือแรงงานไร้ฝีมือ ในสัดส่วนที่ไม่มาก

Advertisement

นอกจากนี้ บางกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดย ค้าปลีก และการเงิน น่าจะได้ความรู้สึก (sentiment) เชิงบวก จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต่ำลงของกลุ่มลูกค้าฐานราก