ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่คงส่งผลต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในการประชุมรอบที่ 7 ของปี 2559 ดังนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง. น่าจะยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.50% ในระหว่างที่รอประเมินผลจาก 2 เหตุการณ์สำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี 2559 โดยเฉพาะโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่
ความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังมีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงนับถอยหลังสู่วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้ทุกภาคส่วนเฝ้าติดตามนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากท่าทีและนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ จะมีผลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมไปถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯ ที่พลิกผัน สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยปรับดีขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา น่าจะเอื้อให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC รอบเดือนธ.ค. 2559 นี้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า กนง. น่าจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินในรอบการประชุมวันที่ 9 พ.ย. นี้ โดยกนง. น่าจะรอทิศทางที่ชัดเจนจากปัจจัยข้างต้นก่อนที่จะมีการประเมินถึงระดับนโยบายการเงินที่เหมาะสมต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง…ตอกย้ำถึงโอกาสที่กนง. จะยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิมที่ 1.50% ในการประชุมรอบนี้ด้วยเช่นกัน
โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจเดือน ก.ย. และไตรมาส 3/2559 หลายตัว ยังคงให้ภาพการทยอยฟื้นตัวดีขึ้น โดยการบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากรายได้เกษตรกรที่ขยายตัว 5 เดือนติดต่อกัน อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้ดีอยู่ ขณะที่ ภาคการส่งออกที่เคยเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กลับเริ่มมีสัญญาณที่ฟื้นตัวขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกขยายตัว 2 เดือนติดต่อกัน และช่วยให้ยอดการส่งออก 9 เดือน ติดลบลดลงเหลือ 0.7% YoY ดังนั้น ด้วยภาพการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆ ส่วน ที่ยังสามารถประคองการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ แรงหนุนจากมาตรการทางการคลังของภาครัฐ อาทิ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรอบใหม่ (ซึ่งคงเป็นอีกปัจจัยช่วยให้ความเสี่ยงด้านลบของภาคการบริโภคมีจำกัด) ก็คงมีบทบาทสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ และเพียงพอในการรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสำหรับทั้งปี 2559 ให้เติบโตใกล้เคียง3.3% ได้
นัยต่อเศรษฐกิจไทย แม้ว่าการส่งสัญญาณถึงจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่เข้ามาใกล้มากขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนและเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจากตลาดประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งไทย อันส่งผลให้สภาพคล่องในระบบทยอยปรับตึงตัวขึ้น แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลของการลดลงของสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกต่อไทยคงอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยสภาพคล่องคงค้างในตลาดการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมสัญญาว่าจะขายคืนหรือซื้อคืน (Repo Market) ของไทยยังคงทรงตัวในระดับสูง โดยมีมูลค่าธุรกรรมคงค้างกว่า 1.6 ล้านล้านบาท อันเพียงพอต่อการสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้ง ความต้องการระดมทุนของภาครัฐฯ และเอกชนในช่วงปีข้างหน้า นอกจากนี้ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยยังเปิดช่องให้สถาบันการเงิน ที่เป็นไพรมารี ดีลเลอร์ สามารถยกเลิก/คืนธุรกรรม Bilateral Repo (BRP) ก่อนครบกำหนด อันเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นใจต่อความเพียงพอของสภาพคล่องในระบบการเงินไทยอีกทางหนึ่ง

