‘สภาพัฒน์’ ปรับประมาณการจีดีพีปี’65 ใหม่ โตสูงสุด 3.2% จับตา 8 เรื่องต้องติดตามช่วงครึ่งปีหลัง

15.08.22 | 14:09 น.

สภาพัฒน์ ปรับประมาณการจีดีพีปี’65 ใหม่ โตสูงสุด 3.2% จับตา 8 ประเด็นที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลัง

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.7-3.2% ปรับใหม่ จากเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5-3.5% ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภค โดยการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ปรับตัวดีขึ้นจาก 0.3% ในปี 2564 และเป็นการปรับขึ้นจาก 3.9% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นผลจากการขยายตัวของการบริโภคในช่วงครึ่งแรกของปีที่สูงกว่าประมาณการเป็นสำคัญ และยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังตามฐานรายได้ในระบบเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น

นายดนุชากล่าวว่า ขณะการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาลคาดว่าจะลดลง 0.2% เทียบกับในปี 2564 และเท่ากับการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับการคงสมมุติฐานอัตราการเบิกจ่าย งบประจำภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน 98% ของวงเงินงบประมาณ รวมทั้งการเบิกจ่ายภายใต้แผนงานและโครงการที่ได้รับการอนุมัติภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 5 แสนล้านบาท และภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐ จะเพิ่มขึ้น 7.9% เทียบกับในปี 2564 และปรับเพิ่มจาก 7.3% ในการประมาณการครั้งก่อน

นายดนุชากล่าวอีกว่า ขณะที่ปรับมีการลดประมาณการปริมาณการส่งออกสินค้าจากการขยายตัว 3.5% ในการประมาณการครั้งก่อนเป็น 3.4% ตามการปรับลดสมมุติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ส่วนสมมุติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น เป็น 9.5 ล้านคนต่อปี จากที่เคยคาดว่า 7 ล้านคนในการประมาณการครั้งก่อน ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2565 มีแนวโน้มที่จะขยายตัว 9.0% เทียบกับการขยายตัว 8.3% ในการประมาณการครั้งก่อน

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์

“สำหรับการลงทุนรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8% เทียบกับในปี 2564 และเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 3.5% ในประมาณการครั้งก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.1% เทียบกับในปี 2564 และปรับลดจาก 3.5% ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับการปรับลดประมาณการการส่งออก และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงเร็วกว่าสมมุติฐานการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 2.0% เทียบกับในปี 2564 และปรับลดลงจาก 3.4% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 6.3-6.8% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี)” เลขาฯสภาพัฒน์ระบุ

นายดนุชากล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2565 ควรให้ความสำคัญกับ 1.การติดตามและดูแลกลไกตลาดเพื่อให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการดูแลกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มที่มีความเปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและภาระดอกเบี้ยแบบมุ่งเป้า 2.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร 3.การดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้รายย่อยท่ามกลางแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 4.การรักษาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้า ไปยังตลาดหลักและการสร้างตลาดใหม่ และใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซป)

Advertisement

นายดนุชากล่าวว่า 5.การสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง พัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง 6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2562-2564 ให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต ดำเนินมาตรการส่งเสริมอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดนักลงทุน ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ และการพัฒนากำลังแรงงานทักษะสูง 7.การขับเคลื่อนการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ และ 8.การติดตาม เฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์