สภาพัฒน์ เผย ไตรมาส 2 ปี’65 จีดีพีโต 2.5% อานิสงส์ปลดล็อกโควิด-ท่องเที่ยว-ส่งออก
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2565 ขยายตัว 2.5% ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัว 2.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สองของปี 2565 ขยายตัวจากไตรมาสแรกของปี 2565 ที่ 0.7% รวมครึ่งแรกของปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4%
นายดนุชากล่าวว่า โดยด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในเกณฑ์สูง 6.9% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 3.5% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้จ่ายปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นและมาตรการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาครัฐ
นายดนุชากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.9 จากระดับ 37.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของภาระค่าครองชีพท่ามกลางความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่วนการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัว 2.4% ชะลอลงจากการขยายตัว 7.2% ในไตรมาสก่อนหน้า
นายดนุชากล่าวต่อว่า ในด้านภาคการค้าต่างประเทศ การส่งออกมีมูลค่า 74,523 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.7% ชะลอลงจากการขยายตัว 14.4% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณและราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 4.4% และ 5.1% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับในไตรมาสก่อนหน้า กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี เครื่องจักรและอุปกรณ์ แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์และเครื่องมือ ด้านการแพทย์ อาหารสัตว์ โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง เช่น รถยนต์นั่ง รถกระบะ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น
นายดนุชากล่าวว่า ส่วนด้านการผลิต สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมแซมฯ และสาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวเร่งขึ้น สาขาเกษตรกรรมและสาขาการไฟฟ้าและก๊าซฯ ชะลอตัว ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง
นายดนุชากล่าวว่า ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.37% ต่ำกว่าร้อยละ 1.53% ในไตรมาสก่อนหน้า และต่ำกว่า 1.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 6.5% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 มีมูลค่าทั้งสิ้น 10.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 61.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี)

