“38 อสังหาฯจดทะเบียน” สวนกระแสโควิด ครึ่งปีกวาดรายได้รวมกว่า 1.48 แสนล. ฟันกำไรสุทธิกว่า 1.8 หมื่นล.
รายงานข่าวจาก ฝ่ายวิจัย บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาในเครือ บริษัท แอล. พี. เอ็น . ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ได้สรุปผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2565 ของ 38 บริษัทอสังหาฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า มีรายได้รวม 148,529.71 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 18,763.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.80% และ 8.82% จากระยะเดียวกันปี 2564 ตามลำดับ โดยรายได้รวมของ 10 บริษัทแรกที่มีรายได้สูงสุดคิดเป็นสัดส่วน 75.39% ของรายได้รวมของทั้ง 38 บริษัท ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรโดยเฉลี่ย 12.63% เพิ่มขึ้นจาก 11.81% จากระยะเดียวกันของปี 2564 ขณะที่สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 38 บริษัทอยู่ที่ 574,821.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.95 % เทียบกับ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565
“AP” รายได้สูงสุด ขณะที่ “LH” กำไรสุทธิสูงสุด
ทั้งนี้สำหรับค่ายอสังหาฯ ที่มีรายได้รวมสูงสุดได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) มีรายได้รวมสูงสุดเมื่อเทียบกับ 38 บริษัทอสังหาฯ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีรายได้รวม 20,738.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.94% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564 ขณะที่บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) มีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 4,069.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.84% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564

ขณะที่บริษัท เสนา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุดที่ 42.81% เป็นผลมาจาก มีรายการพิเศษจากรายได้อื่นๆ จำนวน 258.05 ล้านบาทและมีกำไรจากการต่อรองซื้อเงินลงทุนจากบริษัทย่อย จำนวน 212.83 ล้านบาท เช่นเดียวกับบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) มีรายการพิเศษส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม จำนวน 762.70 ล้านบาท และ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) มีรายการพิเศษกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย 648.71 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในอัตราที่สูงที่ 25% และ 26.77% ตามลำดับ
ครึ่งปีแรกเปิดโครงการใหม่ 163 โครงการ
นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท วิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บริษัท แอล.พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในปี 2565 ว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยทั้งอาคารชุดและบ้านพักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นปี 2565 ถึงปัจจุบัน เฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 (มกราคม-มิถุนายน 2565) มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 163 โครงการ คิดเป็นจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งสิ้น 51,946 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 188,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% และ 45% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2564
ในขณะที่แนวโน้มการเปิดตัวโครงการที่พักอาศัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จากการสำรวจของ “ลุมพินี วิสดอมฯ” พบว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ยังคงมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 จะชะลอตัวซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ผลักดันในราคาน้ำมัน และราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยแตะระดับ 7.66% ในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 13 ปี ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2565 อยู่ที่ 5.61% ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 5% ก็ตาม แต่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวอาคารชุดพักอาศัย เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้มีการชะลอแผนการเปิดตัวโครงการมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2564 ทำให้จำนวนสินค้าที่พร้อมขายในตลาดลดลง จำเป็นที่จะต้องเปิดตัวโครงการอาคารชุดใหม่ เพื่อสร้างฐานลูกค้าและรายได้ในปี 2565-2567 เนื่องจากโครงการอาคารชุดพักอาศัย ต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างและส่งมอบ 18-24 เดือน
ดอกเบี้ยขึ้น1% ดันจ่ายค่างวดเพิ่มล้านละ800/เดือน
“อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 มีปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบภาคอสังหาฯ ที่ต้องคำนึงถึงนอกเหนือจากปัจจัยเกี่ยวกับสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่กำลังยืดเยื้อ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมคณะกรรมกานโยบายการเงินเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และคาดว่าจะปรับขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 0.25-0.5% ในช่วงเวลาที่เหลือของปี ซึ่งจะกระทบกับต้นทุนทางการเงินของภาคอสังหาฯ และกระทบกับกำลังซื้อของภาคประชาชน ทุกๆ การขึ้นดอกเบี้ย 1% จะทำให้ภาระการจ่ายค่างวดรายเดือนเพิ่มขึ้น 800 บาทต่อเงินต้น 1 ล้านบาท” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

