‘ทรีนีตี้’ ชี้หุ้นไทยขึ้นอย่างแข็งแรง สวนปัจจัยเสี่ยงแวดล้อม ให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปี 1,690 จุด
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยปี 2565 ได้จุดต่ำสุดแล้ว ในระดับ 1,500 จุด ที่ผ่านมา แม้ในตอนนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกถดถอย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ความตึงเครียดระหว่างจีน ไต้หวัน และสหรัฐ
รวมถึงขณะนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังพัฒนาจากภาวะความกลัวเงินเฟ้อ (Inflation Fear) สู่ภาวะความกลัวเศรษฐกิจถดถอย จากการปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงของประเทศสหรัฐ จีน และกลุ่มประเทศยุโรป แต่การปรับขึ้นของดัชนีตอนนี้มีความแข็งแรงมากกว่าเดิม สะท้อนจากการปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดหุ้นโลก โดยให้เป้าหมายดัชนีสูงสุดสิ้นปี ที่ระดับ 1,690 จุด
“จะเห็นว่าปัจจัยเสี่ยงที่มีเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกได้รับผลกระทบจากหลายวิกฤต ทั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 เงินเฟ้อที่พุ่งแรงทั่วโลก รวมถึงเราเห็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มมีนโยบายลดความรุนแรงในการขึ้นดอกเบี้ย (Less Hawkish) นำไปสู่การทำกำไรของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และจากการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5-0.75% ในเดือนกันยายนนี้ อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มมากขึ้นด้วย” นายวิศิษฐ์กล่าว

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นสัดส่วนการเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติกว่า 50% ต่อวันในตลาดหุ้นไทย ทำให้ทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มีโอกาสไหลเข้าไทยต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้แน่นอน เพราะจากการประเมินความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ก็เห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ถึงปัจจุบัน มีนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตรกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท โดยปัจจัยสนับสนุนฟันด์โฟลว์เข้าตลาดทุนไทย ได้แก่ 1.ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบอยู่ คาดว่าจะบวกในปลายปีนี้ จนถึงปีหน้า 2.อีพีเอสที่ปรับเพิ่มขึ้น และ 3.การโยกย้ายเม็ดเงินลงทุน อาทิ จากไต้หวันเข้ามาไทยมากขึ้น
สำหรับปัจจัยความร้อนแรงทางการเมืองนั้น ประเมินว่ายังไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เนื่องจากคาดว่าจะเกิดการเลือกตั้งในปี 2566 และตามพฤติกรรมของตลาดหุ้นแล้ว หากมีการเลือกตั้งจะส่งผลบวกกับตลาดหุ้น เนื่องจากช่วงก่อนเกิดเลือกตั้งมักจะมีนโยบายเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา รวมถึงมองว่าไม่มีผลต่อทิศทางของฟันด์โฟลว์ด้วย
นายวิศิษฐ์แนะนำให้นักลงทุนจัดสรรเงินลงทุนในสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต (Asset Allocation) ในช่วงที่เหลือของปี 2565 โดยสินทรัพย์ที่แนะนำลงทุน ได้แก่ ตลาดหุ้นไทย 25% ตลาดหุ้นเวียดนาม 10-15% ตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว 10% ตราสารหนี้โลก 25% ทองคำ 5% Weighting ในกลุ่มน้ำมัน และ Commodity 5% และถือเงินสด 15-20% เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงยังไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังไม่คาดการณ์
โดยแนะนำหุ้น 4 ธีมหลัก ได้แก่
ธีมที่ 1 บริษัทที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมือง (reopening) และการท่องเที่ยว มองว่าประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางออกนอกประเทศได้ใน 3-12 เดือนข้างหน้า
ธีมที่ 2 บริษัทที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า
ธีมที่ 3 หุ้นปันผลสูงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation hedge )
ธีมที่ 4 บริษัทได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร แต่การส่งผ่านการขึ้นดอกเบี้ยไปเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ในรอบเศรษฐกิจนี้จะมีประสิทธิภาพน้อยลง


