‘อาคม’ ยันเศรษฐกิจไทยยังโต แนะ 3 เทรนด์ลงทุนในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาถกฐาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางลงทุนไทย วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น” ในงานสัมมนา ถอดรหัสลงทุน ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ว่างบประมาณในปี 2566 เป็นงบขาดดุลลดลงจากในปีงบ 2565 ที่ขาดดุล 7 แสนล้านบาท เหลือขาดดุล 6.95 แสนล้าน หรือลดลง 5 พันล้านบาท ซึ่งสิ่งนี้คือสัญญาณที่กระทรวงการคลังจะบอกว่าในอนาคตรัฐบาลจะทำงบขาดดุลลดลง หมายความว่า จะทำการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเรื่องการจัดเก็บรายได้ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2566 เศษฐกิจไทยจะโต 4-5% อย่างไรก็ตาม กฎหมายงบประมาณเป็นการนำเสนอล่วงหน้าทำให้มีการวิเคราะห์เศรษฐกิจล่วงหน้า 6-8 เดือน แต่ในระหว่างนั้นก็มีสถานการณ์และวิกฤตต่างๆ เกิดขึ้นระหว่างทางที่ทำการนำเสนอ จึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง
นายอาคมกล่าวว่า ขณะที่ทิศทางการลงทุนในปี 2565-2566 คงหนีไม่พ้นเรื่องการวิเคราะห์ แนวโน้มและทิศทางของเศรษฐกิจ สำหรับรัฐบาลเองก็กำหนดงบประมาณ โดยใช้สมมุติฐานเศรษฐกิจของปีนี้ด้วย ว่าปีนี้จะเติบโตได้เท่าไหร่ ซึ่งเหตุการณ์ที่เข้ามาแทรกซ้อน นอกจากเรื่องโควิด-19 ก็คือเรื่องสงครามรัสเซียกับยูเครน และข้อพิพาทจีนกับไต้หวัน ที่เหนือกว่านั้นคือส่งผลต่อเรื่องราคาพลังงาน ราคาอาหาร และวัตถุดิบต่างๆ ทำให้มีความเป็นห่วงว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากเรื่องโควิด-19 คลี่คลาย มาสู่การทำนโยบายการเงินที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อไปเผชิญกับภาะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อประเทศอื่น รวมถึงไทยด้วย เพราะเป็นประเทศผู้ค้าสำคัญ
นายอาคมกล่าวว่า ในเรื่องผลกระทบนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ ทำอย่างไรเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องตลาดการส่งออก ซึ่งไทยก็ทำได้ดี และในช่วงโควิด การค้าของไทยก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปมาก แถมยังมีการขยายตัวด้วย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่มีชายแดนติดกัน ดังนั้น การค้าก็ไม่ได้รับผลกระทบมาก และในปี 2564 การส่งออกไปยังเพื่อนบ้าน ขยายตัวถึง 20% ดังนั้น การค้ายังไปได้ จึงต้องให้ความสำคัญกับการส่งออกไปภายในภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก

นายอาคมกล่าวว่า เพราะฉะนั้น จากหัวข้อ ก็ชัดเจนว่าอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วสองครั้ง ส่วนไทยเองก็ปรับหนึ่งครั้ง เพียงเล็กน้อย เพียง 0.25% เหตุที่ขึ้น นั้นเกิดจากการปรับนโยบายทั้งการเงินและการคลัง ให้เป็นปกติ หลังจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่อนคลายมาตรการ เพื่อหาเงินงบประมาณมาใช้ในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลก และเมื่อทุกอย่างคลี่คลายแล้ว การดำเนินนโยบายปกติ โดยเน้นที่การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายอาคมกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2565 นั้นก็ดีขึ้น ชัดเจนว่ายังเติบโต โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็ได้ประกาศตัวเลขในไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 2.5% และคาดการณ์ว่าทั้งปี ที่ 2.7%-3.2% ก็ถือว่าดี ยังอยู่ในช่วงที่หลายสถาบันวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 3.0-3.5% และเป็นมุมมองที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้
“โดยการปลดล็อกมาตรการเรื่องของโควิดนั้น มีส่วนสำคัญในการทำให้การท่องเที่ยวของไทยกลับมา รวมทั้งในช่วงปลายปีนี้ใกล้ถึงช่วงฤดูหนาวและเทศกาลต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น ขณะนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีประมาณ 1 ล้านคนต่อเดือน เพราะฉะนั้นคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้น่ามีจำนวน 8-10 ล้านคน ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกก็ยังไปได้ดี โดยปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 10% ต่อปี อีกส่วนคือ การบริโภคภายในประเทศ ในไตรมาสขยายตัวถึง 4% ถือว่าค่อนข้างสูง เนื่องจากรายได้ของตลาดแรงงานเริ่มกลับมา” นายอาคมกล่าว

นายอาคมกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อระมัดระวังในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น คือเรื่องหนี้ครัวเรือน เนื่องจากรายจ่ายสูงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงาน ที่จะต้องหามาตรการดูแล ซึ่งธนาคารของรัฐและพาณิชย์เองก็ให้สัญญาแล้วว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยให้นานที่สุด ส่วนของกระทรวงการคลังก็มีการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะอยู่ตลอดเวลา เพื่อยืดระยะเวลาการชำระ รวมทั้งเลือกดอกเบี้ยแบบคงที่ เพื่อลดต้นทุน
“ส่วนการลงทุนจึงต้องตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมองว่าช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นก็ยังมีโอกาส โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชนใน 3 กลุ่มหลักซึ่งจะเป็นทิศทางการลงทุนในอนาคต”
นายอาคมกล่าวว่า คือจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EV เพื่อตอบสนองความต้องการ การใช้และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงยังมีความจำเป็น กลุ่มสุขภาพ และการปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การลงทุนด้านบริการสุขภาพ ในอนาคตจะมีความต้องการมากขึ้น และการลงทุนด้านดิจิทัลเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ การใช้ประโยชน์จาก 5G เพื่อทำให้การลงทุนต่างๆ สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

