คิดเห็นแชร์ : กำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/65 ได้ดี
เพราะหุ้นพลังงาน
บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมจะขอเขียนถึงมุมมองที่มีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 2/65 (2Q65) และแนวโน้มในครึ่งปีหลังของปี 2565 ซึ่งจะมีผลต่อภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทำการรายงานงบการเงินประจำ 2Q65 ครบถ้วนทุกบริษัทแล้ว โดยมีกำไรสุทธิรวม 3.45 แสนล้านบาท เติบโต +15.3% YoY และ +36.0% QoQ หากพิจารณาเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่ฝ่ายวิจัย บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) ทำการออกบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน กำไรสุทธิรวมใน 2Q65 จะเท่ากับ 2.755 แสนล้านบาท (คิดเป็น 80% ของกำไรสุทธิรวมทั้งตลาดฯ) เติบโต +37.5% YoY และ +28.5% QoQ โดยส่วนใหญ่แล้วกำไรที่โตเด่นมาจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดฯ ทำการปรับเพิ่มประมาณการฯ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี SET index ขึ้นเป็น 103.8 บาท/หุ้น หรือปรับขึ้น +3.4% เมื่อเทียบกับประมาณการฯ เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี หากทำการวิเคราะห์เพิ่มเติมในรายละเอียด กล่าวคือ เมื่อเราทำการตัดกำไรจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ฝ่ายวิจัยฯทำการออกบทวิเคราะห์ออก พบว่า “กำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนไทย-ไม่รวมหุ้นกลุ่มพลังงาน” จะเท่ากับ 1.24 แสนล้านบาท หรือเติบโตเพียง +3.5% YoY และ +2.7% QoQ เท่านั้น ดังนั้นกำไรสุทธิรวมที่เราเห็นว่าเติบโตโดดเด่นใน 2Q65 และรวมถึงการปรับเพิ่มประมาณการฯของนักวิเคราะห์ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นเฉพาะหุ้นบางกลุ่มบางตัวใน 2Q65 เท่านั้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่เริ่มปรับลดลงแล้วในขณะนี้ อาจส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีผลการดำเนินงานที่ผ่านจุดสูงสุดของวัฏจักรไปแล้วใน 2Q65
ย้อนกลับมาที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากหุ้นกลุ่มพลังงาน แม้ว่า “กำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนไทย-ไม่รวมหุ้นกลุ่มพลังงาน” ใน 2Q65 จะไม่ได้เติบโตเด่นมากนัก แต่ผมประเมินว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่มนี้ จะฟื้นตัวเด่นขึ้นมากในครึ่งปีหลังของปี 2565 เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ ขณะเดียวกันหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็คาดว่าจะมีอัตรากำไรที่ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ เริ่มทยอยปรับลดลงตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดีอาจมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่บ้าง แต่ผมประเมินว่าผลกระทบของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่ออัตรากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบันไม่สูงมากนัก เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ทำการปรับตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพอสมควรแล้ว อาทิ การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ-กึ่งอัตโนมัติ ในการทำงานมากขึ้น เป็นต้น รวมทั้งค่าใช้จ่ายพนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อวิเคราะห์ได้ดังนี้ ผมประเมินว่าภาพรวมของดัชนี SET index อาจมี Upside ให้ปรับขึ้นอีกไม่มากนัก แต่เราน่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนกลุ่มเล่น จากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมามากในช่วงที่ผ่านมา ไปยังหุ้นในกลุ่มค้าปลีก ส่งออกอาหาร ธนาคารพาณิชย์ รวมถึงหุ้นกลุ่มต้อนรับการเปิดประเทศ เป็นต้น ดังนั้นแนวทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลัง จึงไม่ควรไปมุ่งเน้นดูที่ระดับของดัชนี SET index แต่ควรมุ่งเน้นไปที่หุ้นรายกลุ่ม รายตัว
ที่แนวโน้มผลการดำเนินงานฟื้นตัวเด่น รวมถึงมี Valuation ที่ยังไม่แพง นอกจากนี้หากพิจารณาเม็ดเงิน Fund flow จากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ผมประเมินว่าเป็นการสะท้อนความคาดหวังที่มีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริโภคในประเทศของนักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี
สำหรับปัจจัยเสี่ยงการลงทุนที่ยังคงต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลัง 1.ปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจฝั่งชาติตะวันตก (สหรัฐ-ยุโรป) ที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศจีนและไต้หวัน ซึ่งมีโอกาสที่ประเทศจีนจะใช้มาตรการกดดันต่างๆ มากขึ้น และส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน และ 2.ปัจจัยในประเทศ ได้แก่ ความเสี่ยงการเกิดน้ำท่วมในประเทศไทย ช่วงฤดูฝนปีนี้ จากปรากฏการณ์ La Nia ซึ่งอาจจะกระทบต่อประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้
สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด :KGI

