‘ร้านค้า’ แห่ตุน ‘บะหมี่’ เก็งกำไรราคาใหม่ ‘มาม่า’ ผลิตเพิ่มวันละ 6 แสนชิ้น ลุยส่งออก
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งและปลีกไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทางร้านค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย กำลังรอลุ้นผลการอนุมัติปรับขึ้นราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หลัง 5 บริษัท เป็นผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 5 ยี่ห้อ ได้แก่ มาม่า ไวไว ยำยำ นิสชิน ซื่อสัตย์ ได้รวมตัวยื่นหนังสือต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ขอขึ้นราคาอีก 2 บาท/ซอง จาก 6 บาท/ซอง เป็น 8 บาท/ซอง ซึ่งจากสถานการณ์คาดว่ากรมการค้าภายในจะไฟเขียวให้ขึ้น 1 บาท/ซอง เพราะการขึ้นราคา 2 บาท/ซอง เท่ากับปรับขึ้นไป 30% จะกลายเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับการพิจารณาของภาครัฐ
เผย ‘โชห่วย’ แห่ซื้อบะหมี่ตุน
“หลังมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นอีก 1-2 บาท/ซอง ทางร้านค้ารายย่อยตื่นซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันมากขึ้น เก็บไว้เป็นสต๊อก เพื่อจำหน่ายหลังรัฐมีการปรับราคาให้แล้ว จากเดิมคนเคยซื้อ 2 กล่อง จะซื้อ 4 กล่อง หรือ จาก 5 กล่อง ก็เป็น 10 กล่อง ส่วนสินค้าอื่นๆ ตอนนี้ทยอยขึ้นไปเกือบจะหมดแล้ว เหลือแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ยังรอลุ้นอยู่“ นายสมชายกล่าว
‘มาม่า’ ลุ้นพาณิชย์ไฟเขียว
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ “มาม่า” กล่าวว่า บริษัทยังรอกรมการค้าภายในอนุมัติการปรับราคาขึ้นตามที่ยื่นเสนอไป ยังไม่รู้ว่าจะอนุมัติให้ตามที่ขอไป 2 บาท/ซองหรือไม่ และยังไม่รู้จะได้รับอนุมัติเมื่อไหร่ เพราะล่าสุดกรมได้ขอข้อมูลเอกสารผลประกอบการและต้นทุนต่างๆ ไปเพิ่ม แต่ไม่ว่าบริษัทจะได้รับอนุมัติให้ขึ้นราคาหรือไม่ให้ขึ้นราคา ทางบริษัทจะปรับสัดส่วนการส่งออกเพิ่มอยู่แล้ว โดยที่ไม่ลดกำลังการผลิตแต่อย่างใด เพราะตลาดต่างประเทศเป็นตลาดเสรี ขณะที่ตลาดในประเทศมีข้อจำกัดเรื่องของราคาขาย
ยอดขายในประเทศวูบ
“เราก็อยากให้ปรับตามต้นทุนจริง เพราะไม่ได้ปรับมาเป็นระยะเวลา 14 ปีแล้ว นับจากปี 2551 อย่างไรก็ตามต่อให้เราจะได้ขึ้นราคาหรือได้ขึ้นบาทเดียวหรือ 2 บาท ยังไงเราจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออก เป็นการเพิ่มจุดขายที่แพงมากขึ้น เพื่อชดเชยยอดขายในประเทศที่ลดลง เพราะที่ผ่านมาเรานำรายได้จากสินค้าราคาแพงหรือตัวอื่นมาถั่วเฉลี่ยมาม่าแมสราคา 6 บาทที่ขึ้นราคาไม่ได้ แต่ตอนนี้มันไม่ไหวแล้ว จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จะส่งผลให้ยอดขายในครึ่งปีหลังนี้จะมีตัวแดง จากครึ่งปีแรกยอดขายมาม่าในประเทศอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท มีกำไรไม่ถึง 100 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.9% จากยอดขาย ลดจากครึ่งปีแรกของปี 2564 มีกำไรอยู่ที่ 12% จากยอดขาย ซึ่งในส่วนการขายในประเทศ คือ ส่วนที่เราพยายามแก้ปัญหา เพราะเห็นแววมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว” นายพันธ์กล่าว
ลงทุน 300 ล้านเดินเครื่องผลิตเพิ่ม
นายพันธ์กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนประมาณ 200-300 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 เครื่องใหญ่ แต่ยังไม่สามารถติดตั้งได้ เนื่องจากเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถเดินทางและขนส่งระหว่างประเทศได้ จึงชะลอแผนงานออกไป
อย่างไรก็ตามเนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายแล้ว ทางบริษัทจะกลับมาเดินหน้าขยายกำลังการผลิตให้ได้ตามแผนที่วางไว้ โดยขณะนี้ได้เริ่มการติดตั้งเครื่องจักรแล้วที่โรงงานผลิต จ.ระยองกับ จ.ลำพูน มีกำหนดจะแล้วเสร็จเริ่มทดสอบระบบภายในเดือนธันวาคม 2565 และเริ่มเดินเครื่องการผลิตได้ในเดือนมกราคม 2566
ปี’66 เพิ่มส่งออกเป็น 40%
“ที่ผ่านมาเราก็ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตมาตลอด แต่ยังไม่เต็มคาปาซิตี้ ตอนนี้เราผลิตอยู่ที่ 80% สำหรับการลงทุนในครั้งนี้เบื้องต้นจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกประมาณ 500,000-600,000 ชิ้น/วัน หรือประมาณ 10-15% จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 6 ล้านชิ้น/วัน เพื่อเป็นการรองรับการส่งออกที่บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนการขายไปยังตลาดต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 25-30% เป็น 40% ภายในปี 2566 เนื่องจากตลาดในประเทศมีข้อจำกัดไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ตามต้นทุนจริง ขณะที่ตลาดต่างประเทศเป็นตลาดเสรี สามารถกำหนดราคาขายได้ตามต้นทุนจริง ซึ่งที่ผ่านมาเรากำหนดราคาขายที่ต่างประเทศได้มากกว่าในประเทศเกือบ 2 เท่าตัว ขึ้นอยู่กับจังหวะ และได้ปรับราคามาแล้ว 2-3 รอบ แต่กำไรก็ไม่ได้มากประมาณ 5% เท่านั้น ซึ่งเป็นปกติของการบริหารจัดการและปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในช่วงเผชิญวิกฤตต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูง ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด” นายพันธ์กล่าว
เจาะตลาดจีน-ฟื้นซาอุดีอาระเบีย
นายพันธ์กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.กลุ่มตลาดเดิม เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป จะขยายช่องการจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้ามากขึ้น และ 2.กลุ่มตลาดใหม่ เช่น ประเทศหรือทวีปที่เข้าไปทำตลาดค่อนข้างยาก เช่น แอฟริกาใต้ จะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมียอดขายเข้ามาแล้ว รวมถึงจะขยายตลาดไปยังประเทศตะวันออกกลาง เช่น ประเทศอินเดีย หรือประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่บริษัทจะกลับมาฟื้นการทำตลาดอีกครั้งหลังเคยเข้าไปทำตลาดมาแล้วเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ขณะเดียวกันกำลังดูช่องทางที่จะเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนด้วยหลังจากจีนมีการสั่งระงับการซื้อสินค้าจากประเทศอื่น เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมากและเป็นตลาดใหญ่ แต่การแข่งขันก็สูงด้วยเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องของราคา

