หน้าแรก เศรษฐกิจ ซีไอเอ็มบีไทย...

ซีไอเอ็มบีไทยวิเคราะห์ผลเลือกตั้งสหรัฐ(คลิป)

8.11.16 | 12:18 น.
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบีไทย


นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ต่ออาเซียนและไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งนโยบายการค้าระหว่างประเทศและนโยบายการคลัง ประเด็นแรกคือนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ทั้งสองคนเห็นด้วยกับการสร้างงานให้มากขึ้น โดยการหาวิธีลดการนำเข้าหรือไม่ก็เจรจาข้อตกลง โดยเฉพาะความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกใหม่ (ทีพีพี) โดยทรัมป์อ้างว่ารายงานการจ้างงานของสหรัฐ ดูย่ำแย่ ขณะที่คนอเมริกันจำนวนมากสูญเสียงานให้กับจีนและเวียดนาม ส่วนคลินตันระบุว่า การทุ่มตลาดเหล็กของจีนก่อให้เกิดการปิดตัวลงของอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐ

“คาดการณ์ในเรื่องนี้ว่าประธานาธิบดีจะดำเนินนโยบายตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีน ซึ่งอาจจะรวมถึงการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าหรือตั้งกำแพงทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี แต่ในที่สุดอาจเป็นผลลบต่อสหรัฐเอง ก็เพราะว่ามีการพึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากจีน เนื่องจาก 20% ของการนำเข้าสหรัฐมาจากจีน ในขณะที่มีสัดส่วนการนำเข้าจากอาเซียน 7.3% โดยเวียดนามมีส่วนแบ่งการนำเข้าจากสหรัฐมากที่สุด ตามมาด้วยมาเลเซียและไทย” นายอมรเทพกล่าว

นายอมรเทพกล่าวว่า ด้านนโยบายการคลัง ตัวแทนผู้สมัครทั้งสองคนจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ หนี้สาธารณะจะเพิ่มสูงขึ้น มีรายงานว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 77% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่จากนโยบายของคลินตันคาดกันว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐจะขยับขึ้นเป็น 86% ของจีดีพีภายในระยะเวลา 10 ปี แต่ภายใต้นโยบายของทรัมป์ หนี้สาธารณะจะพุ่งขึ้นมากกว่า โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 105% ของจีดีพี

Advertisement

นายอมรเทพกล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการไหลกลับของเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินเยนหรือทองคำในระหว่างที่เกิดภาวะความไม่แน่นอนของตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะกรณีที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ในทางกลับกันหากคลินตันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็มีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนจะมีความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม คาดว่าความผันผวนจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพราะตลาดจะให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งทางสำนักวิจัยฯมองว่าเงินบาทปลายปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีคลินตันเป็นประธานาธิบดี และอยู่ในระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีทรัมป์เป็นประธานาธิบดี

“คาดว่าผลการเลือกตั้งจะออกไปในทิศทางเดียวกับโพลสำรวจของคนอเมริกันว่าคลินตันจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งมองว่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นๆ เนื่องจากนโยบายไม่กีดกันทางการค้า ในขณะเดียวกันหากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่จะทำให้เศรษฐกิจไทยผันผวนในช่วงหลังจากนี้ แต่เป็นเพียงระยะสั้นๆ อันเป็นผลมาจากนโยบายกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็จะไม่กระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก อย่างมากที่สุดก็จะกระทบผ่านการส่งออก ซึ่งคาดการณ์ว่าปีนี้การส่งออกไทยจะติดลบ 4% และติดลบต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก” นายอมรเทพกล่าว