เฮือกสุดท้าย!! รัฐบาลเทหมดหน้าตัก ควักเงินทุกกระเป๋า ปลอบประโลม ปชช.-ฟื้นคะแนนนิยม‘บิ๊กตู่’
แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จะคลี่คลายแล้ว นำไปสู่การเปิดประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ผลจากความบอบช้ำจากโควิด ตลอดจนพิษของสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจต่างๆ ทำให้การฟื้นฟูประเทศไม่ง่าย ดังนั้นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ เม็ดเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อมาตรการการคลัง และสาธารณสุข สองฉบับ รวมวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท และจะสิ้นสุดการใช้เงินในปีงบประมาณ 2565 หรือวันที่ 30 กันยายนนี้
⦁ควักเงินกู้ก้อนสุดท้ายคลอดคนละครึ่ง-ช่วยคนจน
ย้อนกลับไปดูมาตรการทางการคลังที่ใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ได้แก่ มาตรการเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน” ที่แจกเงินให้ประชาชน ช่วงกลางปี 2563 หัวละ 1.5 หมื่นบาทใช้งบประมาณไป 2.97 แสนล้านบาท และต่อมาไม่นาน รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการแจกเงินเพื่อเยียวยาอีกรอบหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หนักขึ้น ในโครงการ “เราชนะ” ใช้วงเงินไป 2.1 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เริ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาใกล้กัน คือ โครงการคนละครึ่ง ดำเนินการถึง 4 ระยะ (เฟส) ด้วยกัน แบ่งเป็น เฟส 1-2 วงเงินของรัฐ 5.25 หมื่นล้านบาท เฟส 3 วงเงินของรัฐ 1 แสนล้านบาท และคนละครึ่งเฟส 4 วงเงิน 4.35 หมื่นล้านบาท โดยดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลใช้เงินไปกับการเยียวยาและฟื้นฟู ในรูปแบบการแจกเงินค่อนข้างเยอะ
ปัจจุบัน รัฐบาลได้ออกมาตรการคนละครึ่งเฟสที่ 5 ใช้วงเงินอีก 2.12 หมื่นล้านบาท ควบคู่โครงการเติมเงินในบัตรคนจนและกลุ่มเปราะบางอีก 6.2 พันล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ทำให้เงินกู้ก้อนนี้ล่าสุดมีงบคงเหลือราว 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ระบุว่า จะนำไปใช้ชดเชยการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากโรคโควิด-19 คาดว่าในวงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้น พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านก็จะเหลือไม่กี่พันล้านบาทแล้ว
โดยกระทรวงการคลังคาดว่า การออกมาตรการชุดนี้จะช่วยดูแลประชาชนได้ 42 ล้านคน ช่วยรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ และคาดว่าจะมีเม็ดเงินเติมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2565 กว่า 4.8 หมื่นล้านบาท ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปี 2565 เพิ่มขึ้น 0.13% ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีไม่มีการออกมาตรการ
อีกทั้งรัฐบาลยังได้กำหนดวันลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ซึ่งจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังผันผวน ก็มีแนวโน้มที่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการอาจจะเพิ่ม หรือจำนวนใกล้เคียงเดิมที่ 13.3 ล้านคน และรัฐบาลเองก็ไม่ได้ตัดสวัสดิการคนเดิม จนกว่าจะขอยุติการถือบัตร หรือมีผลตรวจสอบว่าไม่ใช่คนที่อยู่ในเกณฑ์จริง โดยรัฐบาลยังยืนยันอีกว่า โครงการนี้ไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณแน่นอน เพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบของโครงการนี้ไว้ที่ 20 ล้านคน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ให้กับประชาชนอย่างทั่วหน้านี้สอดคล้องช่วงฤดูกาลใกล้เลือกตั้ง ที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาเปิดตัวนักการเมือง และหาเสียงกันอย่างดุเดือด ขณะที่ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเอง ก็ต้องลุ้นว่าจะครบวาระ 8 ปี หรือจะได้ไปต่ออีก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รัฐบาลตัดสินใจที่จะออกมาตรการที่ได้รับคะแนนนิยมสูง หวังผลเพื่อเอาใจประชาชนในการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้น
⦁รายจ่ายสูง ท้าทายคลังหารายได้เพิ่ม
สำหรับรัฐบาล แม้ว่าโควิดจะคลี่คลายแล้วแต่ยังมีภาระหน้าที่หนักหน่วง เพราะในช่วงต้นปี 2565 ต้องเผชิญกับภาวะราคาพลังงานพุ่งสูง ผนวกกับราคาอาหารที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนใช้จ่ายน้อยลงไป ซึ่งรัฐบาลออกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน มีการใช้งบกลางช่วยเหลือ ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนจนต้องเตรียมออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินให้กองทุนน้ำมันฯถึง 1.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นรายได้หลักของกรมสรรพสามิตเข้ามาช่วยด้วย จึงดูเหมือนว่ารายจ่ายของรัฐจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก สวนทางกับรายรับที่หดหาย
ไม่เพียงเท่านี้ ล่าสุดรัฐบาลยังเตรียมออกมาตรการบรรเทาค่าไฟที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมเรียกเก็บจากประชาชนเพิ่มขึ้นเป็น 4.72 บาทต่อลิตร คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 สิงหาคมนี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอขอใช้งบกลาง ประจำปีงบประมาณ 2565 และ 2566 แบบล่วงหน้า รวม 7-8 พันล้านบาท ซึ่งงบกลางปี 2565 กำหนดกรอบไว้ที่ 8.9 หมื่นล้าน ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าเหลือเท่าใด เพราะมีการอนุมัติงบอย่างต่อเนื่อง ทั้งช่วยด้านภัยพิบัติ ชดเชยรายได้ท้องถิ่น จนมีความเสี่ยงว่างบกลางปี 2565 คงจะเหลืออยู่เพียงน้อยนิด หากจะหวังนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ คงเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ด้านการจัดเก็บรายได้ ผู้รับผิดชอบหลักอย่างกระทรวงการคลังเองก็มีนโยบายสำคัญในการหารายได้เพิ่มให้รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการทางภาษีอย่างภาษีอี-เซอร์วิส ที่ประสบความสำเร็จไป สร้างรายได้ 10 เดือน (กันยายน 2564-กรกฎาคม 2565) 5.9 พันล้าน และเคยมีแผนจะเก็บภาษีขายหุ้นแต่ยังไม่ชัดเจน ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งยังมีการผ่อนปรน และแผนการออกภาษีใหม่แต่ยังต้องพับไว้ก่อน เพราะอาจกระทบต่อฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และซ้ำเติมช่วงวิกฤตเงินเฟ้อ
⦁สัญญาณดี รายได้เกินเป้า-สัดส่วนหนี้ลด
รายได้ของรัฐบาลเองในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 (ตุลาคม 2564-กรกฎาคม 2565) จัดเก็บรายได้สุทธิ 2,037,459 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 105,908 ล้านบาท หรือ 5.5% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.8% โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร 1,670,271 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้า 15.1% และสูงกว่าประมาณการ 14.1% ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจการบริโภคและมูลค่าการนำเข้าซึ่งส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประมาณการ
ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต 428,556 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.2% และต่ำกว่าประมาณการ 13.9% เนื่องจากมีการลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นการชั่วคราวจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านสถานการณ์สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่61.06% ต่อจีดีพี ส่วนการคาดการณ์สัดส่วนของหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 (กันยายน 2565) อยู่ที่ 61.30% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ปรับขึ้นไปที่ 70% จากเดิม 60% ในปี 2564 ลดลงจากคาดการณ์เดิมเมื่อต้นปี 2565 ที่คาดว่าอยู่ 62.69% เนื่องจากจีดีพีไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งการกรองและปรับปรุงแผนหนี้ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)
อย่างไรก็ตาม การก่อเพดานหนี้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง มาตรา 28 ตาม มติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังแห่งรัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน ที่ขยายกรอบ 1 ปี จาก 30% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็น 35% จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้และกลับสู่กรอบเดิม 30% ดังนั้นจึงต้องลุ้นว่าเงินในโครงการสำคัญอย่างการประกันรายได้เกษตรกรปี 2566 ซึ่งจะมีผลต่อคะแนนนิยมรัฐบาลเช่นกัน จะใช้งบประมาณจากส่วนใด
เฮือกสุดท้าย! กับการใช้เงินของรัฐบาลบิ๊กตู่ จะคุ้มค่าทั้งด้านเศรษฐกิจและเกมการเมืองหรือไม่ เดี๋ยวรู้กัน!!

