จอดป้ายประชาชื่น : ดอกเบี้ยตระกูลตัว‘M’
ถึงคิวประเทศไทยเดินทางเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นการปรับดอกเบี้ยในรอบ 2 ปี ที่ระดับ 0.25% ต่อปี ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายที่คงอยู่ในระดับ 0.50% ปรับขึ้นเป็นระดับ 0.75% ต่อปี
แม้ระดับการขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นไปตามทิศทางที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายสำนักได้คาดการณ์ไว้ แต่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นฟู และหลายภาคส่วนยังคงได้รับผลกระทบจากหลายวิกฤตซ้อนทับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางก็ทำให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมาหารือเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
โดยแบงก์รัฐขานรับทันทีด้วยการนำร่องประกาศคงดอกเบี้ย อาทิ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้นานที่สุดอย่างน้อยถึงสิ้นปี 2565 และพร้อมดอกเบี้ยเงินฝากตามสภาวะตลาด ธนาคารออมสิน ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำอัตรา 0.15-0.30% แต่ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ให้นานที่สุดในอัตรา Prime Rate 5.75% ต่อปี
ขณะที่ฟากธนาคารพาณิชย์ โดยสมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ออกประกาศชัดเจนว่าจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้าทุกกลุ่ม โดยการคงดอกเบี้ยเงินกู้ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในทันที ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ที่ระดับเดิม พร้อมขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 1.8% รวมถึงธนาคารกสิกรไทย ออกมาตรการช่วยเหลือลดยอดผ่อนชำระ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า ไม่ได้บังคับให้ธนาคารรัฐ หรือพาณิชย์ต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้คงเดิม ดังนั้น หากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ต้องลุ้นว่าจะได้เห็นดอกเบี้ยตระกูลตัว “M” ทั้ง MLR, MOR และ MRR ลอยขึ้นสู่เพดานอากาศได้อีกเท่าไหร่ในช่วงปลายปีนี้

