‘ธปท.’ ไกด์ไลน์ 5 แนวทาง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ด้านการเงิน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

24.08.22 | 01:42 น.

‘ธปท.’ ไกด์ไลน์ 5 แนวทาง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ด้านการเงิน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงาน Media Briefing หัวข้อ ทิศทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย ว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกแนวนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย เพื่อเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างยั่งยืน (Financial Landscape) ที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการกำกับดูแลความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นทิศทางการพัฒนาภาคการเงินในภาพรวม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

เนื่องจากไทยมีความเสี่ยงสูงสะท้อนจากแรงงานกว่า 1 ใน 3 ภาคเกษตรจะถูกกระทบจาก climate change ซึ่งติดอันดับ 9 ของประเทศทั่วโลกตามดัชนีความเสี่ยง Global Climate Risk Index ปี 2564 อีกทั้งการผลิตกว่า 13% ของจีดีพีในภาคอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในโลกเก่า และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป สำหรับไทยยังมีบางจุดที่ปรับตัวในเรื่องนี้ช้ากว่าประเทศอื่นสะท้อนจากความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติอยู่อันดับ 39 จาก 48 ประเทศ แม้ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มปรับตัว โดยบริษัทไทยเข้าเป็นสมาชิกดัชนี DJSI หรือ Dow Jones Sustainability Index ถึง 24 บริษัท สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่เอสเอ็มอีมีสายป่านสั้นปรับตัวยาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีอยู่ในซัพพลายเชนของธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะจะเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกดดันให้ปรับตัวก่อน

ทั้งนี้ ธปท.จึงได้จัดทำแนวนโยบายการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนและสามารถตอบโจทย์การปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ อย่างไรก็ตาม ภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่การจะขับเคลื่อนให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องอาศัยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ และประชาชน

นางสาววิภาวิน พรหมบุญ ผอ. สำนักกลยุทธ์สถาบันการเงิน ฝกส. กล่าวว่า โดยภายหลังจาก ธปท.กำหนดนิยามเพื่อเป็นเงื่อนไขที่ธนาคารต้องใช้ร่วมกัน ซึ่งจะเริ่มจากการจัดกลุ่มกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจหลักที่มีปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในสัดส่วนที่สูง อาทิ ภาคพลังงานและภาคการส่งออก ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2566 จากนั้น ธปท.กำหนดให้ธนาคารส่งแผนการดำเนินงาน และแนวนโยบายที่กำหนดกลยุทธ์ชัดเจน รวมถึงธนาคารต้องเปิดเผยข้อมูลเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อ และแนวทางการนำไปใช้สำหรับผู้กู้ว่าตรงตามเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อหรือไม่ ซึ่งธนาคารต้องรายงานข้อมูลสินเชื่อ และการติดตามการดำเนินงานทุกปี

Advertisement

ขณะเดียวกัน ธปท.ได้กำหนดให้ธนาคารต่างๆ รายงานกลยุทธ์และเป้าหมายของการปล่อยสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม สำหรับการกำหนดผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินนโยบายเพื่อออกสินเชื่อ ซึ่งผลิตภัณฑ์อาจมีความแตกต่างกัน เช่น สินเชื่อเพื่อการปล่อยก๊าซเลือนกระจกเป็นศูนย์ หรือสินเชื่อกรีนโลน โดยการดำเนินแนวทาง ธปท.ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์เหมือนกันทุกธนาคาร แต่ต้องออกสินเชื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน

นางสาววิภาวินกล่าวว่า ธปท.ได้ออกแบบแผนดำเนินงานทิศทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย โดยการวางรากฐานสำคัญ 5 ด้าน อาทิ 1.ปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน เพื่อให้มีบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ (Products and Services) โดยจะออกแนวนโยบายการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในช่วงไตรมาสที่ 3/2565 เพื่อให้สถาบันการเงินผนวกแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน และการสร้างแรงจูงใจให้กับธุรกิจผ่านธุรกรรมการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ที่สามารถรองรับการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอาเอ็มอีได้อย่างตรงจุด

2.จัดทำมาตรฐานกลางที่ กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Taxonomy) ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน โดยเริ่มจากการจัดกลุ่มกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจหลักที่มีปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในสัดส่วนที่สูง อาทิ ภาคพลังงานและภาคการส่งออก ให้แล้วเสร็จภายในดือนมกราคม 2566 เพื่อให้แต่ละภาคส่วนนำไปใช้อ้างอิงและช่วยประเมินสถานะการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของตนได้

3.ร่วมพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านสิ่งแวดล้อมและมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงิน (Data and Disclosure) โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินในการพัฒนาฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบตั้งแต่ใตรมาสที่ 4/2565 เป็นต้นไป เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการประเมินโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ในการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ หรือการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงตัดสินใจลงทุนหรือเลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ส่งเสริมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

4.สนับสนุนการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม (Incentive) เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจและผู้บริโภคเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด ธปท. ได้นำร่องโดยการออกมาตรการสินเชื่อเพื่อการปรับตัวภายใต้ พ.ร.ก. ฟื้นฟู เพื่อสนับสนุนวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เหมาะสมแก่เอสเอ็มอีในการส่งเสริมศักยภาพธุรกิจ ซึ่งมิติด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในรูปแบบการปรับตัวที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันภายใต้กระแสบริบทโลกใหม่

5.ยกระดับองค์ความรู้และความชำนาญของบุคลากรในภาคการเงิน (Capacity Building) โดยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ สามารถประเมินโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และให้คำแนะนำแก่ภาคธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนให้ภาคส่วนทางเศรษฐกิจสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันการณ์และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบในวงกว้าง ต้องอาศัยการผลักดันและดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน โดย ธปท. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน