‘ผู้ว่า ธปท.’ จ่อปรับจีดีพีใหม่ หวังภาคบริโภค-ท่องเที่ยวสดใส ชี้แก้หนี้ครัวเรือนต้องเพิ่มรายได้
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Thailand Focus 2022 : The New Hope หัวข้อ “Normalizing Policy to Ensure a Smooth Take-off” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าสำหรับแนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธปท.อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการเติบโต เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เปลี่ยนไป โดยตัวเลขของสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ไตรมาส 2/2565 ออกมาที่ระดับ 2.5% เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์ แต่หากดูไส้ในพบว่าการบริโภคเติบโตถึง 6.9% ทำให้การฟื้นตัวมาจากปัจจัยภายในประเทศและรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น โดยเฉพาะรายได้นอกภาคเกษตรที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในสองไตรมาส จึงคาดว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวจะเข้ามาช่วยเสริมให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดียิ่งขึ้น และในระยะข้างหน้าภาพการขยายตัวจะยังคงดีอยู่ จากเดิมที่คาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามา 6 ล้านคน แต่ปัจจุบันจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาเกิน 6 ล้านคน เนื่องจากช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ที่ 3.9 ล้านคน ดังนั้น ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีในปีนี้ยังอยู่ระหว่าง 3% จากการประเมินการณ์เดิมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ระดับ 3.3% และปี 2566 คาดว่าจะอยู่ 4%
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ยังเป็นกังวลคือความกังวลที่จะเข้ามาทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เช่น การเกิดการระบาดของโรคที่กลายพันธุ์ ความขัดแย้งระหว่างภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อีกทั้งยังเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจหลักของไทย สำหรับภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 12% ของจีดีพี และคิดเป็น 20% ของการจ้างงาน
“มองว่าความเสี่ยงที่จะกระทบด้านการท่องเที่ยวได้นั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เป็นเรื่องโรคระบาดการกลายพันธุ์มากกว่าที่น่าเป็นห่วง เพราะคนอาจไม่กล้าเดินทาง” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไปจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่การส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์เป็นสิ่งที่อยากเห็น แต่ด้วยบริบทเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว และยังมีความเปราะบางในบางกลุ่ม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีรายได้ต่ำ จึงอยากเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน ขณะเดียวกัน การขึ้นดอกเบี้ยต้องดูบริบทของไทยทั้ง 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1.การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 2.ระดับเงินเฟ้อของไทย และ 3.โครงสร้างเศรษฐกิจ รวมทั้งต้องให้แน่ใจว่ากลไกธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อได้ต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์อยู่ระดับดีเมื่อเทียบกับในอดีต และดีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่อาจยังติดขัดในบางจุด เช่น การเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี
นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวครึ่งหลังปี 2565 จะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจดีขึ้น 1.ตัวสำคัญมากคือโจทย์ของ ธปท.คือทำให้เศรษฐกิจ Smooth Takeoff สิ่งสำคัญคือกลไกการเงินต้องทำงานใกล้เคียงปกติ และไม่ควรรัดกุมเกินไป คือเหตุผลที่ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปทุกอย่างก็จะตึง จะไม่เกิดผลดี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทำนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป
“เชื่อว่าการส่งผ่านเป็นไปตามกลไกสถาบันการเงิน ซึ่งจะปรับตัวการทำงานได้เอง และขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจเป็นหลัก การส่งผ่านดอกเบี้ยที่ผ่านมา มักจะทำค่อนข้างเร็ว แต่ช่วงนี้กลุ่มเปราะบางยังคงได้รับผลกระทบหนัก จึงยังไม่มีการปรับดอกเบี้ยรุนแรง อีกทั้งการส่งผ่านเศรษฐกิจต้องใช้เวลา 2 ไตรมาสกว่าจะเห็นผล” นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวว่า สถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินบาทเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่อยากเห็น แต่ความผันผวนในช่วงนี้มาจากความผันผวนของเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเงินเหรียญสหรัฐขึ้นอยู่กับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เป็นผู้ดำเนินนโยบาย สิ่งที่ทำได้คือต้องไม่ทำให้เงินบาทผันผวนสูงและรวดเร็ว เพื่อให้เอกชนสามารถปรับตัวรับมือได้
“ยอมรับว่าความผันผวนของเงินบาทมาจากเงินเฟ้อสหรัฐเริ่มชัดว่าขึ้นไปสูงสุดแล้ว ทำให้บรรยากาศตลาดเริ่มชัดขึ้น ทำให้มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน สกุลเงินในภูมิภาค ทำให้เงินบาทเปลี่ยนไป ซึ่งช่วงนี้มีเงินไหลเข้ามา แต่ยืนยันว่ายังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในด้านเงินไหลเข้าและเงินไหลออก” ผู้ว่าแบงก์ชาติระบุ
ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าวอีกว่า จากข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน มีเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะสั้น 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่วงแรกตลาดกังวลส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูง จึงทำให้เงินไหลออก แต่ขณะนี้ตลาดน่าจะเป็นห่วง เพราะมีเงินไหลเข้า จากเงินบาทเริ่มแข็งค่า ขณะเดียวกันส่วนค่าเงินบาทต่อภาคการส่งออกนั้น มองว่าความสัมพันธ์ของค่าเงินกับการส่งออกจะเป็นเรื่องของส่วนต่างกำไร (มาร์จิ้น) แต่การส่งออกจะสัมพันธ์โดยตรงกับเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกอาจปรับลดลงและถูกกระทบจากเศรษฐกิจคู่ค้า แต่จากเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยชดเชยกับปริมาณที่ปรับลดลงได้ ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือน เพราะเป็นเรื่องที่อยู่กับไทยมายาวนาน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนเพิ่มถึง 30% และการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา โดยเป็นห่วงกลุ่มเปราะบาง และครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด เพราะยังฟื้นตัวช้า ยืนยันว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้กระทบเสถียรภาพ และไม่ได้เกิดวิกฤตสถาบันการเงิน
“ปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น ธปท.เห็นว่าต้องแก้ด้วยรายได้ แต่ในด้านการแก้หนี้ก็ต้องดำเนินการด้วย แต่ถ้ารายได้ไม่มาก็ไปใม่รอด ดูองค์รวมการแก้หนี้ต้องให้เศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องให้รายได้กลับมา ถ้าเงินเฟ้อ หรือรายจ่ายสูง ก็กระทบกับความสามารถชำระหนี้ ซึ่งการแก้หนี้มีหลายส่วน ธปท.จึงมีมาตรการต่างๆ มารองรับกลุ่มนี้ โดยจะต้องทำให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน 3 กันยายน 2564 และจะมีการจัดมหกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้วันที่ 26 กันยายนนี้ เป็นต้น” ผู้ว่าแบงก์ชาติกล่าว

