หน้าแรก เศรษฐกิจ หอค้า คาดหนี้...

หอค้า คาดหนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอบ 16 ปี ชี้ไม่น่ากังวล เหตุมีทรัพย์สินค้ำ

25.08.22 | 15:28 น.

หอการค้า คาดหนี้ครัวเรือนไทยสิ้นปี พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รอบ 16 ปี อยู่ที่ 89.3% ชี้ยังไม่น่ากังวล เหตุเป็นสินเชื่อที่มีทรัพย์สินค้ำประกัน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า คาดว่าหนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นปี 2565 จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 89.3% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) คิดเป็นมูลค่าหนี้ครัวเรือน 14.97 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ที่ ม.หอการค้าไทย ได้เคยทำการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2550

นายธนวรรธน์กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ดี สัดส่วนหนี้ครัวเรือนในระดับ 80-90% ต่อจีดีพี ในทางเศรษฐศาสตร์ยังไม่น่ากังวล เพราะเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบคิดเป็นสัดส่วนถึง 79% ส่วนหนี้นอกระบบอยู่ที่ 21% ซึ่งชี้ว่า สินเชื่อในระบบยังสามารถทำงานได้ดี โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่มีทรัพย์สินค้ำประกัน เช่น บ้าน รถยนต์ ซึ่งการกู้เงินในระบบจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้เงินนอกระบบมาก อย่างไรก็ดี มูลค่าหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อาจจะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่โดดเด่นนัก

“ตัวเลขนี้ ชี้ว่าสินเชื่อในระบบยังทำงานได้ดี ถ้ามีทรัพย์สินหนุนหลัง เช่น มีบ้าน หรือรถมาค้ำประกัน ก็ทำให้คนยังเข้าถึงสินเชื่อได้ การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี แม้จะอยู่ในระดับสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ ซึ่งยังไม่ได้เป็นการกู้จนน่ากังวล ไม่ใช่การก่อหนี้จากการฟุ่มเฟือย แต่เป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะค่าครองชีพสูง และอีกส่วนหนึ่งคือรายได้เพิ่มไม่ทันกับรายจ่าย” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า การที่จะให้หนี้ครัวเรือนลงมาอยู่ในระดับ 80% ต่อจีดีพีเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิดนั้น จะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตสูง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำนับจากนี้ คือสนับสนุนการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ในชุมชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมคาดว่าสถานการณ์หนี้ครัวเรือนในปี’66 จะดีขึ้น จากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเริ่มคลี่คลายลงได้บ้าง

“การที่หนี้ครัวเรือนไทยจะกลับมาอยู่ในระดับ 80% ต่อจีดีพี อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องทำให้เศรษฐกิจไทยในแต่ละปีเติบโตสูงอยู่ในระดับ 6% ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านการบริโภค เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรจะพึงกระทำในระยะยาว แต่ควรจะกระตุ้นผ่านการลงทุนมากกว่า เพราะการลงทุนของภาครัฐ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น การลงทุนใน EEC จะช่วยกระตุ้นให้คนมีรายได้เพิ่ม จะเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว

Advertisement

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2565 ว่า ข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาส ที่ 1 ปี 2565 พบว่าสถาบันรับฝากเงินและสถาบันการเงินอื่น มียอดเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน (หนี้ครัวเรือน) รวมทั้งสิ้น 14.64 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีแล้ว จะพบว่าไตรมาสที่ 1 ปี 2565 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 89.2% ต่อจีดีพี ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 4 ปี 2564 ซึ่งหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 90.0% ต่อจีดีพี

นายวิเชียรกล่าวว่า อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนไทย เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 90.9% เนื่องจาก ผลกระทบทางเศรษฐกิจในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยหนี้ครัวเรือนของไทยเริ่มเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 80% ต่อจีดีพี นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการระบาดโควิด-19 และมีการล็อกดาวน์ รวมถึงการปิดกิจการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ อันส่งผลทำให้จีดีพีของประเทศหดตัว และเติบโตอยู่ในระดับต่ำ

ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2565 ซึ่งเป็นการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,350 คน อายุตั้งแต่ 20-60 ปีขึ้นไป โดยเมื่อถามถึงการเก็บออมในปัจจุบัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากถึง 51% ตอบว่าไม่เคยเก็บออม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียง 6.6% ที่ตอบว่าเก็บออมเพิ่มขึ้น

นางอุมากมลกล่าวว่า เมื่อสำรวจถึงภาวะหนี้สินครัวเรือน พบว่า กลุ่มตัวอย่างถึง 99.6% ตอบว่ามีหนี้สิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเพียง 0.4% เท่านั้น ที่ตอบว่าไม่มีหนี้สิน และเมื่อถามถึงประเภทหนี้สิน พบว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคล (หนี้อุปโภคบริโภค) รองลงมา เป็นหนี้บัตรเครดิต และหนี้ยานพาหนะ/หนี้บ้าน

นางอุมากมลกล่าวว่า สำหรับภาระหนี้สินพบว่า มีจำนวนหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ราว 5 แสนบาท แยกเป็นหนี้ในระบบ 78.9% และหนี้นอกระบบ 21.1% โดยมีภาระที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือน เฉลี่ยที่ 12,800 บาท ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุของการเป็นหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ตอบว่า เป็นเพราะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รองลงมา คือ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย และการผ่อนสินค้ามากเกินไป โดยกลุ่มตัวอย่างถึง 65.9% ตอบว่าเคยผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ 34.1% ตอบว่าไม่เคยผิดนัดชำระหนี้

นางอุมากมลกล่าวว่า เมื่อถามถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดโอกาสในการผิดนัดชำระหนี้ พบว่าสาเหตุ 5 อันดับแรก มาจาก 1.รายได้/รายรับที่ลดลง 2.เศรษฐกิจไม่ดี 3.ค่าครองชีพไม่สอดคล้องกับรายได้ 4.ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ/ครัวเรือน และ 5.การแพร่ระบาดของโควิด-19

นางอุมากมลกล่าวว่า ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน โดยอันดับแรก คือ การหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รองลงมา คือการให้ความรู้ในการบริหารหนี้ และการฝึกอบรมวิชาชีพ/เพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องการวางแผนการใช้จ่าย