หอการค้า ชี้ไม่ว่าทางศาลฯจะตัดสิน นายก 8 ปีอย่างไร ก็ไม่กระเทือนเศรษฐกิจไทย เชื่อมั่นจีดีพีปี 65 ยังโตในกรอบ 3-3.5%
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้อง วินิจฉัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบกำหนด 8 ปี จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2565 อย่างไรนั้น ว่า ในเบื้องต้น ไม่น่าส่งผลกระเทือนมาก แต่สิ่งที่จะต้องดูคือการวินิจฉัยของศาลฯ จะวินิฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งแต่ละบทสรุป จะมีผลต่อเศรษฐกิจแตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ศาลฯมีกำหนดเวลาชัดเจน ดังนั้นภายใน 1 เดือนหลังจากนี้ก็จะได้รู้ผลการวินิจฉัยแน่นอน
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วน ที่ศาลฯมีมติให้ หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2565 จนกว่าศาลฯจะมีคำวินิจฉัยนั้น เป็นหลักนิติธรรมและชอบธรรมโดยกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทุกคนเข้าใจได้ ต่างประเทศก็เข้าใจ และไม่รู้สึกผิดปกติ ซึ่งมีสองนัยยะคือ พล.อ.ประยุทธ์ ยังถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เพราะฉะนั้น รัฐบาลยังคงมีอำนาจในการทำงาน และเมื่อมีรักษาการนายกรัฐมนตรีขึ้นมาแทน ก็เหมือนกับปกติที่ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเดินทางไปต่างประเทศ และรักษาการนายกรัฐมนตรีขึ้นมาทำหน้า ส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ยังมีอำนาจเต็ม
“ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก็คือในช่วงที่ยังไม่มีความชัดเจน ครม.ยังทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองในกรอบนโยบายปกติ ที่ครม.ได้วางไว้ และยังไม่มีเหตุที่จะออกนโยบายใหม่ๆออกมา เพราะฉะนั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงจะทราบกันอยู่แล้ว”นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ เพียงระยะเวลา 1 เดือน ประเทศไทยยังไม่ต้องการการกระตุ้นทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะเศรษฐกิจยังคงขับเคลื่อนได้ด้วยหลายเครื่องยนต์ คือ 1.การท่องเที่ยวที่กำลังดีขึ้น จะเห็นว่าในไตราสที่ 3 ปี 2565 มีนักท่องเที่ยว 8 แสน-1 ล้านคนต่อเดือน ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี จะอยู่ที่ 1-1.5 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งยังเป็นสัญญาณที่ดีอยู่ และ2.การเมืองในขณะนี้ ไม่น่ามีเหตุให้เกิดการชุมนุม และการชุมนุมที่รุนแรง มีการปะทะกัน ดังนั้นนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมาตามปกติ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน 3.การส่งออก ที่น่าจะขยายตัวในปีนี้ ที่ 6-8% และไม่มีสัญญาณของการส่งออกที่ดรอปลง ดังนั้นยังป็ฯหนึ่งในตัวขับเคลื่อน 4.การปรับค่าแรงขั้นต่ำ ที่อาจจะปรับขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ก็จะมาเป็นส่วนเสริม กำลังซื้อให้กับภาคสังคม และเศรษฐกิจ 5.ภาคการเกษตร พืชผลทางการเกษตรเกือบทั้งหมดมีแนวโน้มราคาที่ดี และช่วงไตรมาสที่ 4 ผลผลิตก็ออกตามฤดูกาล ฟ้าฝนเป็นปกติ พืชผลออกมาดี กลุ่มเกษตรจะมีกำลังซื้อ ดังนั้นด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ มหาวิทยาลัยหอการค้า เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2565 ยังเติบโตได้ในกรอบ 4% ที่อยู่ในกรอบที่มีเสถียรภาพของรัฐบาล และการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สังเกตได้ว่า ภาวะตลาดหุ้น เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ก็ตกเพียงไม่กี่จุด ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น ดังนั้นยังไม่มีอาการตกใจของการเทขายหุ้น หรือเทขายต่าเงินบาท ดังนั้นสัญญาณในระยะสั้น ไม่ได้มีความกังวลที่รุนแรง จากทั้งคนไทยและต่างชาติ ตลอดจนการให้สัมภาษณ์ของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนาย ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาในภาพที่ทุกคนเข้าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขณะนี้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนผลหลังจากนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เศรษฐกิจจะเดินต่อไปด้วย ภายใต้เงื่อนไขของการเมืองนอกสภา จะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ว่าจะเป็นการชุมนุมปกติ หรือ จะทำให้เกิดการยกระดับการชุมนุนจนรุนแรงมีการปะทะกันระหว่างผุ้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคงเป็นจุดที่ ม.หอการค้า ยังวิเคราะห์ไม่ได้ จึงความเสี่ยงทางการเมือง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ขณะที่สภายังทำงานปกติ พรรคการเมืองยังอยู่เป็นปกติภายใต้รัฐบาลเดิม และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะขับเคลื่อนงานรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะต้องติดตามเรื่องความเชื่อมั่นทางการเมือง และการทำงานของภาครัฐ
นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า แต่หากศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูว่าจะมีทางออกต่อไปนี้เป็นอย่างไร สิ่งแรกคือการสรรหา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นรายชื่อตามแคนดิเดตนายกฯ ของแต่พรรครัฐบาล และแกนนำของรัฐบาลยังเป็นการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองเดิมหรือไม่ หรือจะเป็นการเปลี่ยนขั้ว และมีรัฐบาลผสมจากพรรคใหม่เข้ามา ก็จะต้องติดตามดู
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ทั้งนี้จะเกิดการปรับ ครม. แน่นนอน แต่ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจบ้าง ก็จะทำให้ทุกคนต้องดูหน้าตา และนโยบายของรัฐบาลชุดที่ว่านี้ ซึ่งก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยถ้าได้นายยกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่เป็นที่ยอมรับ และทำให้คนมั่นใจ ก็น่าจะทำให้ ณ ตอนนี้นั้น เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจไทยก็จะไม่ติดขัดหรือสะดุดอะไร
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ก็จะนำไปสู่ก็ที่มีรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง และเดินทางไปสู่การประชุมเอเปค ทำให้การสร้างและสานต่อความสัมพันธ์กับนานชาติในกลุ่ม เอเปคทำได้อย่างดี เพราะไม่ใช่นายกรัฐมนตรีและรัฐบสลรักษาการ ซึ่งในจุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน้าตาของ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล รวมถึงความแน่นแฟ้นของพรรคร่วมรัฐบาล และโดยเฉพาะ ความน่าเชื่อถือของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า และอีกกรณี คือ การยุบสภา ซึ่งไม่มีความจำเป็น เพราะสภาไม่มีความผิดอะไร แต่ก็เป็นเหตุที่สามารถทำได้ ซึ่งหลังจากเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ จะทำให้ช่วงระหว่างรอวันเลือกตั้ง ทุกคนก็จะรอดูหน้าตาของรัฐบาล ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรใหม่ออกมา ซึ่งจะกลายเป็นบรรยากาศของการรอ และจับตาดู ในส่วนของเศรษฐกิจก็จะเดินทางอยู่ด้านข้าง ไม่โดดเด่น เพราะไม่ได้มีแรงกระตุ้นที่รุนแรง และจะเติบโตอย่างอัตโนมัติ เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกนโยบายใหม่ๆได้
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แต่ในช่วงรอ เลือกตั้งจะเป็นช่องที่มีการจัดประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพพอดี ซึ่งทำให้เกิดสูญญากาศในการที่รัฐบาลรักษาการเป็นเจ้าภาพ ก็ทำให้เศราฐกิจไม่มีความโดดเด่นในเรื่องการตัดสินใจ และเกิดความร่วมมมือระหว่างประเทศ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม จากทุกกรณีที่กล่าวมา ยังไม่มีสถานการณ์ไหน บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 จะเติบโตต่ำกว่า 3% กรอบยังคงอยู่ที่ 3-3.5% ย้ำว่าภายใต้กรอบที่ไม่มีการเมืองนอกสภาที่มีเหตุประทะกันอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ต้องรอดูสถานการณ์ในเดือนกันยายนนี้ จึงจะวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจได้ชัดเจน ส่วนในตอนนี้ยังคงมองว่าไม่น่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ใครจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะขึ้นมา ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาการนายกฯ ซึ่งการรักษาการ ก็จะไม่มีการปรับครม. ดังนั้นนโยบายเดิมก็จะทำอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนศาลฯวินิจฉัย ขณะที่หลังจากศาลวินิฉัยแล้ว เลือก พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูครม.ว่าจะมีหน้าตาอย่างไร ประชาชนจะจี๊ดจ๊าดแคไหน ก็ต้องติดตาม
“หากจะมีการเลือก นายกฯคนใหม่ ถ้ามาจากพรรคค่วมรัฐบาล นโยบายเดิมก็ไม่ควรปรับ เพราะเป็นการวางนโยบายร่วมกันมาตั้งแต่ต้น แต่ถ้ามีการเปลี่ยนขั้ว ก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ถ้าพล.อ.ประวิตร ได้เลือกเป็นนายกฯ จริง ก็ต้องดูเสถียรภาพทางการเมืองทั้งในสภา และนอกสภา ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญ ซึ่งตอนนี้ก็วิเคราะห์ ได้ไม่ชัด หากตามที่มองไว้ ทุกอย่างเป็นไปตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีเหตุให้เกิดการชุมนุมที่รุนแรง เศรษฐกิจยังโตที่กรอ 3-3.5% และเชื่อว่าเมื่อครบเทอมก็จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่แน่นอน เพราะทุคนทราบว่าไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯนั้น ก็อยู่ได้ไม่นาน ถึงเวลาก็จะเลือกตั้ง หรือ ยุบสภาก่อนเลือกตั้ง จึงคาการ์ว่าไม่น่ามีอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ”นายธนวรรธน์ กล่าว

