ธุรกิจร้านอาหารเมินค่าแรงขึ้น เหตุจ้างงานแพงอยู่แล้ว
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ปรับขึ้นสูงสุดนั้น มองว่าช่วยลดความตึงเครียดของบรรยากาศลง เนื่องจากฝั่งลูกค้าจ้างมีความรู้สึกว่า ค่าจ้างแรงปรบเพิ่มขึ้นมาบ้าง จากที่ผ่านมามีแต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น แม้ความจริงจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคผลิตเป็นหลัก เนื่องจากภาคบริการ ตัวเลขอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่ 313 – 360 บาท ไม่สามารถจ้างพนักงานได้แล้ว เนื่องจากค่าจ้างในปัจจุบันสูงกว่าขั้นต่ำ อยู่ที่ประมาณ 12,000-15,000 ต่อเดือน
“ผู้ประกอบการร้านอาหารในปัจจุบัน จ้างงานราคาสูงกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว เพราะแรงงานขาดแคลนในภาคบริการค่อนข้างมาก แต่หากต้องจ้างแรงงานที่ไม่มีทักษะ หรือทักษะน้อย เพื่อนำมาฝึกฝนต่อไป ก็อาจใช้ขั้นต่ำของอัตราค่าจ้างแรงงานส่วนนี้เป็นค่าจ้างเริ่มต้นได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีและยอมรับได้ แม้ส่วนใหญ่ลูกจ้างที่ได้ค่าแรงตามค่าแรงขั้นต่ำเลยจะเป็นแรงงานเพื่อนบ้านเป็นหลัก ส่วนคนไทยจะถูกจ้างด้วยค่าแรงที่สูงอยู่แล้ว” นางฐนิวรรณ กล่าว
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ต้นทุนของธุรกิจร้านอาหาร เดิมค่าจ้างแรงงานจะคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20% ของต้นทุนทั้งหมด แต่ตอนนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว ค่าแรงของพนักงานเพิ่มขึ้นมาเป็น 40% ของภาพรวม เพราะค่าจ้างแพงขึ้น บวกกับเมื่อจ้างแรงงานเข้ามาแล้วไม่ได้จบแค่ค่าแรงเท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประกันสังคม ประกันสุขภาพหรืออุบัติเหตุ บวกกับหากจ้างแรงงานเพื่อนบ้านในปัจจุบันก็มีการทำเอ็มโอยู เทียบกับในอดีตที่เรามีความสามารถในการจ้างงานได้ค่อนข้างมาก แบบจ้างทิ้งจ้างขว้างได้ แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำได้แล้ว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมีเต็มไปหมด ทำให้แม้ผู้ประกอบการจะต้องการแรงงานเพิ่ม และแรงงานขาดแคลนอยู่ แต่การจะจ้างแรงงานเพิ่มเข้ามาก็ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนและรอบคอบมากที่สุด
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคารในขณะนี้ ฟื้นตัวขึ้นมากว่า 70-80% แล้ว แต่เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ การขนส่ง และพลังงานที่เพิ่มสูงมาก ทำให้รายได้และกำไรไม่ได้เพิ่มตามมามากนัก โดยหากเทียบกับช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 50% เพราะของทุกอย่างแพงขึ้นหมด จึงเป็นการวัดฝีมือของผู้ประกอบการที่เก่งจริงๆ ในการบริหารจัดการต้นทุนให้ดีที่สุด บีบต้นทุนให้พอดี เพื่อให้รายได้และกำไรออกมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ความจริงมองว่าไม่ได้มีผลกระทบมากนัก เพราะกระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ก็สามารถขับเคลื่อนตามอำนาจหน้าที่ได้ปกติ แต่ในด้านนโยบายหากมีรักษาการแทน และไม่ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายอะไร อาทิ คนละครึ่งยังมีต่อ การหยุดปฏิบัติหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก โดยความจริงแล้วภาคเอกชนก็ไม่ได้พึ่งพารัฐบาลมากมายนัก แต่หลายเรื่องที่ต้องขอให้รัฐบาลช่วย เพราะเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาเองได้ อาทิ ราคาน้ำมันแพง จึงต้องขอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือออกมา โดยหากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนายกเป็นอีกขั้วของรัฐบาลแทน ตรงนี้จะมีผลที่ต้องติดการเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันมากกว่า

