หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมเจรจาฯ หนุ...

กรมเจรจาฯ หนุนชาวดอย แม่ฮ่องสอน ใช้ประโยชน์เอฟทีเอ

28.08.22 | 18:39 น.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยจับมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบหารือกับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและพร้อมส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยหารือวิสาหกิจชุมชนภูมิไทยถั่วลายเสือ ผู้ผลิตถั่วลายเสือ ป๊อบคอร์นดอย และถั่วเสือซ่อนลาย มีพื้นที่เพาะปลูกใน 4 อำเภอ คือ เมืองแม่ฮ่องสอน ปางมะผ้า ปาย และขุนยวม ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สำหรับถั่วลายเสือเป็นสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) อีกทั้งยังได้เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าและจับคู่ธุรกิจในงาน FTA Fair ที่กรมจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ทุกปี และเตรียมพร้อมส่งออกไปตลาดมาเลเซียอีกด้วย

นางอรมน กล่าวต่อว่า ยังได้ลงพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับวิสาหกิจชุมชนกะเหรี่ยงดูลาเปอร์ อำเภอแม่ลาน้อย ผู้ผลิตกาแฟอาราบิกาห้วยห้อมเกรดพรีเมียม ภายใต้ชื่อ “กาแฟดูลาเปอร์” โดยเป็นการรวมกลุ่มสมาชิกในหมู่บ้านดูลาเปอร์ เพื่อพัฒนาเป็นหมู่บ้านต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ ในด้านการคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งได้ปลูกกาแฟแบบปลอดสารเคมี ที่กำลังจำหน่ายตลาดในประเทศและต้องการขยายส่งออกตลาดไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการวอลเลย์ เฮ้าส์ หมู่บ้านรักไทย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มีประสบการณ์ปลูกและผลิตชาอู่หลงมากกว่า 30 ปี เช่น ชายอดน้ำค้าง ชาหอมหมื่นลี้ ชาก้านอ่อน เป็นต้น โดยมีกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี และคิดค้นพัฒนา ชาเปลือกส้ม ที่นำชาอู่หลงมาผสมกับเปลือกส้มสายน้ำผึ้งอบแห้ง ถือเป็นชาสูตรพิเศษและเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบ้านรักไทย

นางอรมน กล่าวว่า กรมได้ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร กลยุทธ์การทำตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภค และการขยายช่องทางจำหน่ายแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของแม่ฮ่องสอน ทั้งการสร้างเรื่องราว กระบวนการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานรับรอง การใช้นวัตกรรมสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อให้จำหน่ายสินค้าในราคาสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น

ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเมล็ดกาแฟ อันดับที่ 42 ของโลก และเป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยในช่วงครึ่งปีแรก 2565 ไทยส่งออกสินค้าเมล็ดกาแฟไปตลาดโลก มูลค่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น เยอรมนี แคนาดา และเกาหลีใต้ และไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟอันดับที่ 15 ของโลก และเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยครึ่งปีแรก 2565 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟไปตลาดโลก มูลค่า 54 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย ฮ่องกง จีน และเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ สำหรับสินค้าเมล็ดกาแฟ 14 ประเทศ คู่เอฟทีเอของไทย ได้ยกเว้นภาษีศุลกากรจากไทยทุกรายการแล้ว ยกเว้น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และเปรู ส่วนสินค้าผลิตภัณฑ์กาแฟ ประเทศคู่ FTA ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรจากไทยทุกรายการ ยกเว้นอินเดีย