หน้าแรก เศรษฐกิจ NITMX ก้าวสู่...

NITMX ก้าวสู่ปีที่ 18 ต่อยอด ‘พร้อมเพย์’ สู่ PromptBiz มุ่งสร้างระบบการเงินไทยเชื่อมโลก

29.08.22 | 15:26 น.

‘NITMX’ ก้าวสู่ปีที่ 18 ต่อยอด ‘PromptPay’ สู่ ‘PromptBiz’ มุ่งสร้างระบบการเงินไทยเชื่อมโลก

นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานแถลงข่าว NITMX Digital Verse Financial Connectivity ก้าวสู่โลกใหม่ เชื่อมเทคโนโลยีไทยเชื่อมโลก จัดโดย บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 18 ว่าโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงได้และรองรับนวัตกรรมในโลกดิจิทัล จะเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนภาคการเงินเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) โดย ธปท.สนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันและพัฒนาบริการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มได้รับบริการอย่างทั่วถึงและสนับสนุนการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน เมื่อย้อนกลับไปดูผลงานที่ได้ก่อตั้งที่คำนึงถึงความสำคัญระบบการเงินที่เข้มแข็งเทียบเท่าสากลที่มีการเชื่อมโยงไปประเทศต่างๆ

การเตรียมความพร้อมสู่ระบบดิจิทัลที่ยั่งยืน โดย ธปท.ได้วางนโยบายภายใต้ภูมิทัศน์ไทยสู่ระบบการเงินที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงิน ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย โดยเป็นแผนกลยุทธ์ระหว่างปี 2565-2567 ที่มีหลักการรองรับ 1.Openness การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการแข่งขัน โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน ที่ต้องเตรียมรับความหลากหลายและนวัตกรรมทางการเงินที่ดำเนินการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น เพย์เมนต์ การสแกนคิวอาร์โค้ด เป็นต้น

2.Inclusivity การส่งเสริมการใช้บริการชำระเงินที่เข้าถึงและเข้าใจ ส่งเสริมการพัฒนาระบบการเงินต่อเนื่อง โดยการนำประโยชน์ของเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น รวมถึงเรื่องของการนำบล็อกเชนเข้ามาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ซึ่ง ธปท. เห็นความสำคัญ ออกแบบสภาพแวดล้อมโดยการเข้าถึงแหล่งเงินที่เท่าเทียมกัน และมุ้งเน้นเรื่องการลดอุปสรรคโดยการลดต้นทุนบางประการออกเพื่อเอื้อต่อผู้ใช้ประโยชน์

และ 3.Resiliency การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิผลรองรับการเปลี่ยนแปลงและเท่าทันความเสี่ยงยุคดิจิทัล โดยการส่งเสริมผู้เข้าถึงดิจิทัล และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมามีการขยายการเติบโตด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ โดยใน 1 ปีมีการใช้งานถึง 63 ล้านครั้ง จากการรวบรวมข้อมูลคิดเป็นสัดส่วนประชากรประมาณ 13% ใช้งานและกระจุกตัวในเพียงประชาชนบางส่วน เนื่องจากประชาชนยังคุ้นชินกับการใช้เงินสด จึงยังมีส่วนที่คิดว่าควรต่อยอดระบบการชำระเงินเพย์เมนต์ให้มากขึ้น

Advertisement

นอกจากนี้ จะเน้นการส่งเสริมการพัฒนาการทำระบบการชำระเงินเพื่อผลักดันให้เป็นทางเลือกการชำระเงิน มีแนวทางให้กับกลุ่มที่ยังไม่พร้อมโดยการให้ความรู้ ในการใช้งาน รวมถึงป้องกันความเสี่ยงโดยการแนะนำการใช้เงินให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ดังที่กล่าวข้างต้นนี้เป็นทิศทางที่จะช่วยพัฒนาประเทศต่อไปข้างหน้า ให้เกิดประสิทธิภาพ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งหลายหน่วยงานต้องเข้ามาช่วยกันพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข็งขันในระดับสากล

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) กล่าวว่า NITMX เป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานระบบการชำระเงินที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะ ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ทำให้การชำระเงินและโอนเงินสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนล่าสุด ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ 70.01 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 22.1% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มียอดการโอนเงินเฉลี่ย 38.7 ล้านรายการต่อวัน เพิ่มขึ้น 59.3% มูลค่ารวม 1.21 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นยอดโอนในระบบการใช้งานของพร้อมเพย์

โดยปี 2564 มีธุรกรรมชำระเงินระหว่างธนาคารกว่า 10,000 ล้านรายการ และมีเงินหมุนเวียนผ่านระบบ ITMX มูลค่ารวม 39 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของจีดีพีของประเทศไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2565 จากช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2565 มีธุรกรรมชำระเงินระหว่างธนาคารกว่า 6,000 ล้านรายการ มูลค่ากว่า 23 ล้านล้านบาท

นายผยงกล่าวว่า NITMX เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายขีดความสามารถของระบบให้สามารถทำธุรกรรมมีเสถียรภาพบนมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล โดยภายในปีนี้ มีแผนจะเพิ่มศักยภาพระบบให้สามารถรองรับการทำธุรกรรมได้สูงสุด 10,000 รายการต่อวินาที จากเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อยู่ที่ 6,000 รายการต่อวินาที เพิ่มขึ้นกว่า 40 เท่าจากปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มเปิดใช้ระบบพร้อมเพย์ ขณะที่จำนวนธุรกรรมสูงสุดในปัจจุบันอยู่ที่ 2,900 รายการต่อวินาที จึงมั่นใจได้ว่าระบบการชำระเงินของไทยภายใต้การพัฒนาที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านศักยภาพการรองรับธุรกรรม และความมีเสถียรภาพที่ทำให้การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการชำระเงินดิจิทัล สำหรับภาคธุรกิจ หรือ PromptBiz ที่จะทยอยเปิดตัวช่วงไตรมาส 4/2565 เป็นระบบที่สนับสนุนการทำธุรกรรมการค้าให้เป็นดิจิทัลแบบครบวงจร โดยเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าและการชำระเงินของภาคธุรกิจผ่านผู้ให้บริการทางการเงินและเชื่อมต่อกับระบบภาษีของภาครัฐ แก้ปัญหาการทำธุรกิจแบบเดิมที่ยังใช้เอกสารกระดาษ มีต้นทุนสูง มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ช่วยเหลือคนตัวเล็ก ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง

ทั้งนี้ NITMX พร้อมให้ความสำคัญกับมิติของความยั่งยืนผ่านการพัฒนาระบบการชำระเงินที่มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น บนต้นทุนที่เหมาะสม โดยระบบยังส่งเสริมให้เกิดการปล่อยสินเชื่อโดยอาศัยข้อมูล หรือ Information-Based Lending โดยนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ในการพิจารณาให้สินเชื่อ เช่น ข้อมูลธุรกรรมการค้า นับเป็นการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลใหม่ ที่จะช่วยให้การให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการ SME มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง

นางสาววรรณา นพอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด กล่าวว่า เพื่อก้าวต่อไปอย่างมั่นคง NITMX กำหนดแผนธุรกิจในปี 2565 มุ่งสร้างศักยภาพและเสถียรภาพการให้บริการระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับรูปแบบบริการทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต พร้อมยกระดับศักยภาพ Next Generation Digital Infrastructure เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเพื่อการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล รองรับแผนของ ธปท.ที่จะผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพการชำระเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจในโครงการ PromptBiz ควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถและเสถียรภาพโดยการขยายระบบรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น

“NITMX ยังศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงบริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางต้นทุนสูงสุดในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน National Digital Trade Platform เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก” นางสาววรรณากล่าว

นายสันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ Sea Group กล่าวว่า บทบาทของเทคโนโลยีที่เข้ามามีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลด้านการเงินไทย โดยเทรนด์ปี 2565 เป็นปีที่ท้าทาย และค่อนข้างสำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดย 2 ปีที่ผ่านมา ช่วงเกิดการแพร่ระบาดโควิด เศรษฐกิจจึงเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว หลังประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ปีนี้ 2565 ระบบดิจิทัลเริ่มก้าวช้าลง เนื่องจากคนเริ่มกลับเข้าไปใช้ชี้เข้าสู่ปกติมากขึ้น

ขณะเดียวกันหลังจากปีนี้ระบบเทคโนโลยีอาจจะชะลอลง หรือก้าวต่อไปนั้น ได้มีการวิเคราะห์จากการศึกษาว่าระบบดิจิทัลอาจมีการย่อตัว แต่จะก้าวต่อไปในอนาคตว่าต้องแยกระหว่างเศรษฐกิจพัฒนาแล้วกับเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ซึ่งไทยเป็นเศรษฐกิจกำลังพัฒนาและมีกลุ่มที่เข้าถึงดิจิทัลไม่มากพอ เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาและมีรูปแบบใหม่มากขึ้น แต่เมื่อบางกลุ่มได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ มีการทดลองใฝจึงส่งผลให้เกิดการใช้งานมากขึ้น

“สำหรับดิจิทัลเพย์เมนต์ มีทั้งสะพานและประตู หากเปรียบเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเกาะให้เป็นสถานที่ที่คนอยากไป เมื่อระบบดิจิทัลเชื่อมโยงดีขึ้น เกาะนั้นจะเกิดความเจริญมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดดีมานด์ต่อการพัฒนาระบบให้เป็นวงจรที่ดีขึ้น สำหรับประตู เพย์เมนต์เป็นระบบแรกที่เปิดโลกให้ก้าวสู่โลกใหม่ ส่งผลให้เกิดระบบด้านการให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดการเชื่อมโยงมากขึ้น” นายสันติธารกล่าว

นายสันติธารกล่าวว่า ดังนั้น ในโลกที่มีที่ระบบการทำงานจากเทคโนโลยีที่มากขึ้น เศรษฐกิจดิจิทัลจึงมีโอกาสเติบโตในระบบการทำงานด้านการเงินต่อการพัฒนาประเทศที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้อีกในอนาคต ทั้งนี้ ทักษะที่มองหาในยุคนี้และ 5 ปีข้างหน้าว่าควรดึงคนที่มีทักษะเข้ามาร่วมงาน เนื่องจากสายงานนี้มีอย่างจำกัด จึงต้องมีการดึงดูดคนเข้ามาทำงานในงาน เมื่อมีคนเก่งๆ อยู่ร่วมกันจะสามารถดึงดูให้คนอื่นๆ ที่มีทักษะเข้ามาขยายองค์กร และสามารถจุดประกายให้กับคนอื่นเข้าร่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างระบบให้ดีจะสามารถดึงความสนใจให้คนมีทักษะเข้ามาร่วมงานมากขึ้น