นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เพื่อรองรับนโยบายแนวทางการช่วยเหลือชาวนาเพื่อบรรเทาปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยกรมจะดำเนินการเพิ่มช่องทางขายข้าวให้ชาวนา 2 ส่วน คือ ร่วมกับสมาคมผู้ค้าส่ง-ปลีกไทย ที่จะเปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวมาวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือเช่าพื้นที่ และรับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อนำมาจำหน่ายในร้านค้า
พร้อมกันนี้ เปิดช่องทางตลาดและจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ ThaiCommerceStore.com ใน 3 แบบ คือ แบบที่ 1 ชาวนาที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว : เมื่อผู้สนใจเข้ามาดูสินค้าที่เว็บไซต์ ThaiCommerceStore.com ก็สามารถคลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของชาวนาได้ทันทีเพื่อดูรายละเอียดของสินค้า
แบบที่ 2 ชาวนาที่ไม่มีเว็บไซต์ แต่ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรือ อินสตาแกรม : เมื่อผู้สนใจเข้ามาดูสินค้าที่เว็บไซต์ ThaiCommerceStore.com ก็สามารถคลิกลิงก์ไปยังสื่อโซเชียลมีเดียของชาวนาได้ทันที
แบบที่ 3 ชาวนาที่ยังไม่มีเว็บไซต์ และไม่ได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย สามารถแจ้งรายละเอียดการติดต่อพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่เว็บไซต์ ThaiCommerceStore.com เพื่อผู้ที่สนใจจะซื้อข้าวสามารถติดต่อได้ทันที ซึ่งผู้ที่ให้รายละเอียดไว้แล้วจะถูกบันทึกรายชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ในไดเร็คทอรี่ภายในเว็บไซต์ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาและติดต่อ
” เบื้องต้นมีร้านค้าโชห่วยยื่นความจำนงแล้ว 70 ราย คาดว่าจะมีถึง 500 รายภายใน 1 เดือน หลังเปิดตัวโครงการ แต่ยังประเมินว่าจะช่วยดูดซับข้าวจากชาวนาได้เท่าไหร่ พร้อมกันนี้ ได้ประสานให้พาณิชย์จังหวัด สำรวจว่ามีสหกรณ์หรือชุมชนชาวนา จำนวนเท่าไหร่ที่ต้องการเข้าโครงการและรับการสนับสนุน ในด้านพัฒนาและบรรจุหีบห่อ รวมถึงแผนการทำตลาดในอนาคต” นางสาวบรรจงจิตต์กล่าว
นายนุกุล สามัคยานุสรณื เลขาธิการสมาคมการค้าปลีก ส่งไทย กล่าวว่า สมาคมฯและสมาชิกใน 65 จังหวัด กว่า 114 ร้านค้าทั่วประเทศ พร้อมให้ความร่วมในการช่วยเหลือชาวนาอย่างเต็มที่ ในการจัดพื้นที่ให้ชาวนาได้มีพื้นที่จำหน่ายข้าวสาร นอกจากนี้ สมาคมฯยังมีการส่งเสริมช่วยเหลือชาวนา โดยขอความร่วมมือสมาชิกที่เป็นร้านค้าปลีกในการนำข้าวสารมาเป็นกระเช้าของขวัญ ของชำร่วยในเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นการดูดข้าวและช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ พร้อมกันประสานผู้ผลิต ในการส่งเสริมนำข้าวสารจากชาวนาทำเป็นของชำร่วยให้กับลูกค้า เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางช่วยเหลือชาวนาอีกทางหนึ่ง และเห็นว่าควรขยายระยะเวลาโครงการถึงเดือนมกราคม 2560 เพื่อรองรับปริมาณข้าวที่จะออกสู่ตลาดได้มากที่สุด

