งานหิน ‘ไทย-เวียดนาม’ จับมือดันราคาข้าวโลก
ปัญหาข้าวราคาตกต่ำอยู่คู่กับชาวนาไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีปัจจัยมาจากภายในและนอกประเทศ อย่างในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 การส่งออกข้าวไทยได้น้อย และราคาข้าวของไทยสูงกว่าประเทศอื่น ส่งผลต่อวงจรข้าวในประเทศ โรงสีซื้อข้าวจากชาวนาน้อยลง ทำให้ราคาที่ชาวนาขายได้นั้นถูกลง
ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อให้ราคาข้าวไม่ตกต่ำ เกษตรกรอยู่ได้ ล่าสุดมีความคืบหน้าไปอีกขั้น กับความร่วมมือของไทยและเวียดนาม ที่จะร่วมกันผลักดันราคาข้าวในตลาดโลก
ตามที่ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงผลภายหลังเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนาม โดย เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เกษตรฯ ได้มอบหมายว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้นับว่าประสบความสำเร็จในการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรและการค้าระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะผลการประชุมหารือความร่วมมือด้านข้าวกับ เจิ่น แทงห์ นาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทและคณะผู้บริหารระดับสูง ณ นครเกิ่นเทอ โดยเวียดนามยืนยันอย่างแข็งขันและพร้อมมุ่งมั่นในการร่วมมือกับไทย เพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกอีกด้วย
“การเจรจาครั้งนี้ ถือเป็นการเจรจารอบที่ 2 ต่อจากการประชุมหารือที่ฝ่ายไทยเสนอข้อริเริ่มให้มีความร่วมมือร่วมกันยกระดับราคาข้าว ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และรายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯทั้ง 2 ฝ่าย คือ เฉลิมชัย และเล มิน ฮวาน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯได้ทราบ และเห็นด้วยในหลักการจนนำมาสู่การเจรจาล่าสุด นับเป็นความสำเร็จและเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวอันดับที่ 2 และ 3 ของโลกตกลงร่วมมือกันเพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลก เป็นงานที่ยากและยังมีภารกิจที่ท้าทายรออยู่เบื้องหน้าจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้ทั้ง 2 ประเทศ ได้เริ่มเดินก้าวแรกร่วมกันแล้ว ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร” อลงกรณ์กล่าว
ขั้นตอนหลังจากนี้ อลงกรณ์ระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะนำเสนอผลสรุปของการประชุมเสนอต่อรัฐมนตรีเกษตรของ 2 ประเทศ เพื่อตั้งกลไกขับเคลื่อนร่วมกันในรูปของคณะทำงานเฉพาะกิจ และให้แจ้งสมาคมชาวนา สมาคมผู้ค้าข้าว สถาบันอาหารและสมาคมผู้ส่งออกข้าวของไทยและเวียดนามได้ทราบถึงแนวทางความร่วมมือดังกล่าว รวมทั้งจะเจรจาความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อื่นๆ เพื่อหาแนวทางความเป็นไปได้ในการปรับราคาข้าวให้เหมาะสมกับต้นทุน เพื่อช่วยให้ชาวนามีรายได้และหลุดจากกับดักความยากจนให้ได้ในที่สุดต่อไป
ปัจจุบัน ตัวเลขการส่งออกข้าวในปี 2564 อินเดีย ส่งออกข้าวในปริมาณที่มากที่สุด 19.55 ล้านตัน ส่วนเวียดนามส่งออกข้าว ในปริมาณ 6.24 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 ของโลก และไทยส่งออก 6.12 ล้านตัน มูลค่า 107,756 ล้านบาท เป็นอันดับ 3 ของโลก
ขณะที่แนวโน้มการส่งออกข้าวไทยในปี 2565 จากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 7 ล้านตัน สถิติกรมศุลกากรและใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ เมื่อวันที่ 1 มกราคม-21 กรกฎาคม 2565 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 3.99 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2,106 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 70,340 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 58.28% และ 34.16% ตามลำดับ
“สมาคมโรงสีข้าวไทย” มีมุมมองต่อสถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทยว่า ภาพรวมการผลิตข้าว การบริโภคข้าว การค้า รวมถึงสต๊อกช่วงปลายปี 2565 จะมีปริมาณปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และการส่งออกข้าวของไทย ช่วงต้นปี 2565 ส่งออกได้ประมาณ 1.8 ล้านตัน คาดว่าจะได้ตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน ส่วนหนึ่งเพราะความต้องการมีเพิ่มขึ้นทั้งจากการใช้ในอุตสาหกรรมและอาหารสัตว์ และราคาข้าวของไทย ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
สอดคล้องกับ ทางสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่เห็นว่า สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และคาดว่าการส่งออกจะทําได้ไม่ต่ำกว่า 7.5 ล้านตัน เป็นไปตามเป้าหมายที่ภาคเอกชนวางไว้เนื่องจากปริมาณการผลิตข้าวในประเทศมีเพียงพอสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทําให้การแข่งขันระหว่างผู้ส่งออกไทยกับประเทศคู่แข่งทําได้ดีขึ้น โดยปริมาณข้าวในประเทศเวลานี้ไม่จําเป็นที่จะต้องมีการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีอีก และมั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันการค้าข้าวไปยังตลาดใหม่ จะส่งผลดีต่อภาพรวมของตลาดข้าวไทยในอนาคต ให้ยังสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และเป็นที่ต้องการของคู่ค้ามากขึ้น โดยตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในปี 2565 คือ ตลาดอิรัก ตลอดทั้งปี 2565 เชื่อว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 1 ล้านตัน จากที่ก่อนหน้านี้อิรักได้ชะลอการนําเข้าข้าวไทยมาช่วงหนึ่งจากปัญหาด้านคุณภาพ
ด้าน รังสรรค์ สบายเมือง นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย สะท้อนว่า หลังจากได้อ่านความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นอย่างละเอียด มองว่ายังเป็นนามธรรมอยู่ การที่จะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมยังเป็นเรื่องที่ยาก ยกตัวอย่าง การควบรวมของธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะในประเทศยังทำให้ประชาชนเกิดความกังวล เช่นเดียวกับเรื่องนี้เมื่อจะมีการกำหนดราคาข้าวให้เป็นราคาเดียวอาจสร้างความกังวลให้กับทั่วโลกได้ เพราะจะมีทางเลือกในการซื้อขาย ทำกำไรได้น้อยลง และเมื่อมีเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเนื่องจากอุตสาหกรรมข้าวมีหลายกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลขึ้นไปอีก แต่ถ้าสามารถทำได้ก็ถือเป็นเรื่องดีกับเกษตรกร หรือผู้ค้าที่จะมีราคากลางและเป็นราคามาตรฐาน แต่ต้องทำให้เกิดสมดุลและเป็นผลดีกับทุกฝ่ายด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าการไปสู่จุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“จากการสอบถามไปยังชาวนา ยังพอใจกับราคาข้าวในปัจจุบัน เนื่องจากราคายังอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น แม้ตอนนี้ยังราคาข้าวไทย หรือราคาข้าวเวียดนามเองจะไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุนในการผลิต แต่ในปี 2565 ก็ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในอัตราที่เกษตรกรยังรับไหว” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทยระบุ
ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศ คือไทยและเวียดนาม จะจับมือกันดันราคาข้าวในตลาดโลกให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนการผลิตข้าวของเกษตรกรไทยสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก หากเปรียบเทียบต้นทุนการปลูกข้าวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว น้ำมันดีเซลมีราคาเพียงลิตรละ 21 บาท และปุ๋ยราคากระสอบละ 600-700 บาท ต้นทุนการปลูกข้าว จะเฉลี่ยอยู่แค่ 4,500-5,000 บาท ต่อข้าว 1 ตัน แต่ปัจจุบันต้นทุนการผลิต ปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกตัว เช่น ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ปรับขึ้นราคา 3 เท่าตัว น้ำมันดีเซล ปรับขึ้นมาถึง 35 บาท ทำให้ต้นทุนการปลูกข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 7,500-8,000 บาทไปแล้ว ถ้าปีนี้ราคาส่งออกข้าวขาวต่ำกว่าตันละ 9,000 บาท ชาวนาจะอยู่ไม่ได้แน่นอน
สิ่งที่ชาวนาคาดหวังจริงๆ คือการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลง และการผลักดันราคาส่งออกข้าวไทยให้สูงขึ้น จุดที่ได้เปรียบของเวียดนาม คือ ค่าแรงต่ำกว่าไทย และรัฐบาลส่งเสริมหาแหล่งน้ำให้กับชาวนาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งนโยบายช่วยเหลือลดต้นทุนการผลิตอื่นๆ ให้อีกมากมาย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้เวียดนามส่งออกข้าวได้ในราคาต่ำกว่าไทยร่วม 100 ดอลลาร์ต่อตัน แม้ว่าไทยจะคิดว่าข้าวของเรามีคุณภาพดีกว่า จึงต้องขายในราคาสูงกว่า แต่ทุกวันนี้ประเทศเวียดนามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การจับมือของไทยและเวียดนาม เพื่อร่วมมือกันผลักดันราคาข้าวให้สามารถส่งออกขายในตลาดโลกได้ในราคาที่สูงขึ้น ถือว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยแน่นอน แต่ต้องอย่าลืมว่าในตลาดโลกยังมีประเทศอินเดียที่เป็นประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุด ถ้าขายข้าวราคาสูงมากเกินไป ก็จะส่งผลทำให้ประเทศคู่ค้าหันไปซื้อข้าวจากอินเดียแทนได้” ปราโมทย์กล่าวทิ้งท้าย
หากพิจารณาปัจจัยต่างๆ แล้ว การผลักดัน และควบคุมราคาข้าวในตลาดโลกของไทยและเวียดนาม จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

