รัฐบาลเล็งจัดไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศ สอท.โพลห่วงค่าไฟพรวดทีเดียว 18% ธุรกิจอ่วมราคาสินค้าพุ่ง 10% คลังเตือนยืนยันสิทธิ ‘คนละครึ่ง’ ก่อนดีเดย์ 1 ก.ย.
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์วันที่ 30 สิงหาคม ถึงการช่วยเหลือประชาชนในช่วงนี้ว่า มุ่งเน้นกลุ่มเปราะบางก่อน และกระทรวงการคลังจะพิจารณามาตรการดูแลกลุ่มอื่นตามลำดับ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีหรือของขวัญจากรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีผ่านโครงการต่างๆ พร้อมขอให้สถาบันการเงินประคับประคองไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้สิน เพราะขณะนี้ไทยถือว่ามีสภาพคล่องเพียงพอ ยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามต่างประเทศ
นายสุพัฒนพงษ์ระบุว่า ส่วนข้อเสนอของพรรคกล้าให้รัฐบาลแก้ปัญหาหนี้ 13 ล้านบัญชี อาจกลายเป็นหนี้เสียและติดเครดิตบูโรนั้น รัฐบาลจะจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินทั่วประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะแถลงรายละเอียดร่วมกันวันที่ 1 กันยายนนี้ แต่ต้องไม่กระทบกับวินัยการกู้ยืม พร้อมขอให้ธนาคารของรัฐร่วมประคับประคองสถานการณ์ของผู้กู้ในสินเชื่อที่อยู่อาศัย ผ่อนปรนเกณฑ์ความสามารถการชำระคืน เช่น อาจลดอัตราการผ่อนชำระให้เท่ากับกับค่าเช่าบ้านปกติ และยังไม่ใช้กระบวนการทางศาล
ธนชาตฯช่วย พนง. 6 พันบาท
นายพีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนค่าครองชีพสูงขึ้นกระทบกับชีวิตพนักงาน รวมถึงบริษัทต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้บริหารและพนักงาน จึงให้ความสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของพนักงาน 2.ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และ 3.การอำนวยความสะดวกและตอบสนองทุกทางเลือกของลูกค้า ที่ผ่านมาในช่วงเกิดเหตุการณ์ระบาดของโควิด-19 กว่า 2 ปี ได้ให้พนักงานกว่า 90% เวิร์กฟรอมโฮม ส่วนปีนี้บริษัทได้ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของพนักงานจากผลของค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน โดยจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษเดือนละ 2,000 บาท เบื้องต้นจ่ายเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวม 6,000 บาท เริ่มเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2565 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพช่วงสถานการณ์ขณะนี้ และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
เตือน 7.87 ล.รายยืนยันคนละครึ่ง
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ว่า ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2565 เวลา 23.00 น. ประชาชนเคยใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส 4 กดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้ว 18.40 ล้านราย จากจำนวนประชาชนเคยใช้สิทธิ 26.27 ล้านราย ทำให้เหลือผู้ยังไม่ยืนยันสิทธิอีก 7.87 ล้านราย ขอเชิญผู้ยังไม่ได้กดรับสิทธิเร่งยืนยันสิทธิล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตังผ่าน จี-วอลเล็ต แบนเนอร์โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 เพื่อลดความแออัดของการใช้งานแอพพลิเคชั่นเป๋าตังวันเริ่มการใช้จ่ายวันแรก 1 กันยายน 2565 รวมถึงหากไม่ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 14 กันยายน เวลา 22.59 น. จะถูกตัดสิทธิ
สำหรับประชาชนรายใหม่ 2.30 แสนราย หากยังไม่เคยยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือยังไม่เคยทำธุรกรรมผ่านแอพพลิเคชั่น Krungthai NEXT ต้องผ่านการยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทยฯ จะต้องยืนยันตัวตนก่อนการใช้สิทธิครั้งแรก กลุ่มนี้จะต้องใช้จ่ายครั้งแรกผ่านเป๋าตังภายในวันที่ 14 กันยายน เวลา 22.59 น. มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ มีผู้ประกอบการร้านค้าเข้าร่วมสะสม 412,013 ร้านค้า แบ่งเป็น ร้านค้ารายเดิมจากโครงการระยะที่ 4 จำนวน 402,814 ร้านค้า และผู้ประกอบการร้านค้ารายใหม่ 9,199 ร้านค้า
สอท.เผยค่าไฟขึ้นสินค้าพุ่ง 10%
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 20 หัวข้อ วิกฤตค่าไฟฟ้าแพง กระทบอุตสาหกรรมแค่ไหน พบว่า จากมติสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 เป็น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 68.66 สตางค์ต่อหน่วย ดันค่าไฟฟ้ารวมเป็น 4.72 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 18% นั้น ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่กังวลว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในอัตราสูงเกินไปครั้งเดียว จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ส่วนต้นทุนเพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อราคาสินค้าและวัตถุดิบตามต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามดำเนินนโยบายคงอัตราค่าไฟฟ้า 2.8 บาทต่อหน่วย ตลอดปี 2565 ผลสำรวจพบว่าภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่จะมีต้นทุนจากค่าไฟฟ้า คิดเป็น 10-30% จากต้นทุนการผลิตทั้งหมด
“การขึ้นค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 ในอัตราสูงทันที จะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 10% ภายในปลายปีนี้” นายมนตรีกล่าว
ขอรัฐทยอยขึ้น-ลดให้เอสเอ็มอี
นายมนตรีกล่าวว่า ส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่มองว่าภาครัฐควรทยอยปรับขึ้นค่าเอฟทีให้ค่าไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5% ต่องวด งวดละ 4 เดือน ควบคู่ไปกับการออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น การลดค่าไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าไฟฟ้าคาดว่าจะอยู่ระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2566 จากแนวโน้มราคาเชื้อเพลิงนำมาผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงจนเป็นภาระการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแบกรับต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2564-เมษายน 2565 กว่า 83,010 ล้านบาท ต้องทยอยส่งต่อต้นทุนดังกล่าวมายังผู้ใช้ไฟฟ้า รวมทั้งแนวโน้มค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง
นายมนตรีกล่าวว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่ ยังเสนอการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพงในระยะยาวคือ ภาครัฐควรทบทวนโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ลดขั้นตอนลงทุนโรงไฟฟ้าเพื่อให้แข่งขันเสรี ลดขั้นตอนขออนุญาตใช้อุปกรณ์พลังงานหมุนเวียนในภาคธุรกิจและเอกชนให้รวดเร็วและต้นทุนต่ำ ส่วนภาคอุตสาหกรรมเองควรเตรียมพร้อมรับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่น ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใช้ภายในโรงงาน ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปรับแผนการผลิตเพื่อลดต้นทุนพลังงาน รวมทั้งนำระบบการบริหารจัดการพลังงานมาใช้ และปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ
นำเข้าน้ำมันแพงขึ้น 105%
น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยช่วง 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม 2565) เฉลี่ยอยู่ที่ 1,031,582 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 14.5% จากช่วงเดือนกันของปีก่อน มูลค่า 114,296 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 105.3% เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น การนำเข้าน้ำมันดิบ 963,155 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 11.7% มูลค่า 108,453 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 103.5% และการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ประกอบด้วย น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และแอลพีจี 68,427 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 78.0% มูลค่า 5,843 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 147.4% ขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ประกอบด้วย น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และแอลพีจี 172,104 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 6.3% แต่มูลค่า 22,370 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 84.6% เนื่องจากความต้องการใช้ชะลอตัวจากโควิด-19 แต่เงินบาทอ่อนค่าทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นในบางประเทศ
มาม่าแจ้งราคาใหม่ 10 ซอง 65 บาท
แหล่งข่าวจากร้านค้าปลีกและค้าส่งในพื้นที่กรุงเทพฯเปิดเผยว่า หลังได้รับอนุมัติจากกรมการค้าภายในให้ปรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้อีกซองละ 1 บาท มีผลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุด วันที่ 27 สิงหาคม ได้รับแจ้งราคาใหม่จากผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ มาม่าในชุด 10 ซอง กำหนดราคาต้นทุน 59.60 บาท ราคาขายปลีกอยู่ที่ 65 บาท เพิ่มขึ้น 8 บาท จากเดิม 57 บาท ส่วนสินค้าอื่นๆ ยังไม่แจ้งปรับราคา เช่นเดียวกับน้ำมันพืชขวด 1 ลิตร ราคายังทรงตัว น้ำมันปาล์ม 55 บาท/ขวด น้ำมันถั่วเหลือง 69-70 บาท/ขวด
“บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของเงียบมาก เพราะคนไม่มีกำลังซื้อ โครงการคนละครึ่งเฟส 5 จะเริ่มใช้วันที่ 1 กันยายนนี้ รัฐบาลให้คนละ 800 บาท ถึงจะน้อยแต่ก็คงจะช่วยได้บ้าง” แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวสำรวจราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำมันพืชขวดในห้างสรรพสินค้าย่านกรุงเทพฯ พบว่าในส่วนของน้ำมันปาล์มห้างบางแห่งกำหนดราคาขาย 58-61 บาท/ขวด น้ำมันถั่วเหลือง 69-73 บาท/ขวด ขณะที่บางแห่งจัดโปรโมชั่นลดราคา น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 54-57 บาท/ขวด และน้ำมันถั่วเหลืองอยู่ที่ 66-68 บาท/ขวด สำหรับราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชุด 10 ซอง แต่ละยี่ห้อยังคงขายราคาเดิม เนื่องจากยังเป็นสินค้าล็อตเก่าก่อนอนุมัติให้ขึ้นราคา เช่น มาม่ารสหมูสับและต้มยำกุ้ง 58 บาท ไวไวรสปรุงสำเร็จ 53-55 บาท ยำยำจัมโบ้รสหมูสับ 51 บาท นิสชิน 53 บาท ส่วนซื่อสัตย์ชุด 6 ซอง อยู่ที่ 36 บาท
ส.ค้าปลีกแจงยังมีสต๊อกสินค้า
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งและค้าปลีกไทย กล่าวว่า ราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในห้างสรรพสินค้ายังขายราคาเดิม เนื่องจากเป็นสินค้าผลิตก่อนปรับราคาและยังมีสต๊อกเก่าเหลือ การเปลี่ยนราคาต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนมาก ไม่เหมือนร้านค้า
ยี่ปั๊วซาปั๊วขายราคาใหม่ได้เลย
“หลังปรับราคาขึ้น 1 บาท ประชาชนยังซื้อมาม่ากินอยู่ เพราะเป็นสินค้าขึ้นราคาต่ำกว่าสินค้าอื่น ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองราคาในห้างยังแพงเกิน 70 บาท/ขวด เพราะเป็นสินค้าสต๊อกเก่าซื้อมาแพง ทำให้ตั้งราคาขายแพง น้ำมันถั่วเหลืองเป็นทางเลือกสุดท้ายผู้บริโภคจะซื้อ ส่วนใหญ่จะซื้อน้ำมันปาล์มมากกว่า เพราะราคาถูกกว่า” นายสมชายกล่าว

