‘อาคม’ เล็ง ขยายมาตรการลดภาษีดีเซล ถึงปลายปีนี้ บรรเทาค่าครองชีพปชช. คาดไตรมาส 3 เงินเฟ้อสูงสุด
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน “Bangkok Post Forum 2022 ก้าวใหม่ประเทศไทย ก้าวต่อไปบนความท้าทาย” ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลออกไปอีกถึงสิ้นปี 25/65 นี้ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ปรับลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่ 5 บาทต่อลิตร และจะหมดอายุมาตราการวันที่ 20 กันยายนนี้
นายอาคม กล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง และช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศในช่วงปลายปี โดยในวันที่ 1 กันยายนนี้ จะเริ่มใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งเฟส 5 นอกเหนือจากปัจจัยหลักการขยายตัวของภาคส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง และภาคการท่องเที่ยวที่นับวันดีขึ้น ซึ่งปีนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 8-10 ล้านคน โดยทุกปัจจัยจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3% – 3.5% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“เรากำลังพิจารณาว่าในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เราจะมีมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยในเรื่องของราคาน้ำมันได้อย่างใด แต่ทั้งนี้ในการออกมาตรการยังต้องพิจารณาในด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของรายได้ของรัฐบาล ที่ปัจจุบันจัดเก็บได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ได้นำมาชดเชยราคาพลังงาน ด้วยการปรับลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท และ 5 บาท ในช่วงที่ผ่านมา” นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวอีกว่า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไทยจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 และเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 6% ดังนั้นสำหรับมาตรการระยะสั้นในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ รัฐบาลจะเข้าไปดูแลเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น ในส่วนของผลกระทบจากราคาน้ำมันเบนซิน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ลดภาษีให้ ก็จะไปดูในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มรถรับจ้าง และกลุ่มมอเตอร์ไซต์รับจ้าง รวมทั้งกลุ่มแท็กซี่ ที่ใช้แก๊สธรรมชาติ หรือ เอ็นจีวี ด้วย
นายอาคม กล่าวว่า ส่วนงบประมาณรายจ่ายปี 2566 ซึ่งจะเริ่มมีผลใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2565 นี้ ในวงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท โดยยังเป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล ที่ 6.95 แสนล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2565 ซึ่งอยู่ที่ 7 แสนล้านบาท ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่กระทรวงการคลังได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อจากนี้ จะต้องขาดดุลลดลงอย่างต่อเนื่อง
นายอาคม ยังกล่าวถึงหนี้สาธาณะของไทย ว่า ณ กรกฎาคม 2565 อยู่ที่ 60.75% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) แม้ปัจจุบันจะขยายเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะเป็น ไม่เกิน 70% ต่อ จีดีพี เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะในปัจจุบันที่ยังอยู่ใกล้เคียงกรอบเดิม ที่ 60% ต่อ จีดีพี สะท้อนว่ารัฐบาลยังบริหารและดำเนินนโยบายภายใต้วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
นายอาคม กล่าวว่า เช่นเดียวกับการขยายเพดานการก่อหนี้ตาม มาตรา 28% ที่ได้ขยายเพดานเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 35% ต่องบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ ผ่านโครงการประกันรายได้ ซึ่งการขยายเพดานดังกล่าว เป็นการขยายเพดานเป็นการชั่วคราว ดังนั้นเมื่อนำงบประมาณชำระหนี้ที่ตั้งไว้ในงบประมาณปี 2566 มาชำระคืนได้ ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ที่ก่อขึ้นปรับลงมาอยู่ที่ 30% ในปีงบประมาณ 2566
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายอายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ระหว่าง 1 – 3 บาท ต่อลิตร เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 96.88 เหรียญฯต่อบาร์เรล หากรัฐบาลปรับลดภาษีลง 1 บาท จะทำให้สูญเสียรายได้ประมาณ1,900 – 2,000 ล้านบาทต่อเดือน และหากปรับลดลง 3 บาทต่อลิตร จะสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 – 6,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่หากคงอัตราปรับลดไว้ที่ 5 บาทต่อลิตรเช่นเดิม จะทำให้สูญเสียรายได้ประมาณ 9,000 – 10,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้หากรัฐบาลขยายอายุมาตรการถึงสิ้นปี 2565 จะสูญเสียรายได้ประมาณ 6,000 – 30,000 ล้านบาท

