ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือน ก.ค.หดตัว ส่งออกร่วง-ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 4.1 พันล.เหรียญสหรัฐ
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2565 ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากภาคการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงหลังจากเร่งลงทุนไปในช่วงก่อนหน้า แม้จะเห็นการจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่บางจุดเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลงและค่าครองชีพที่อยู่ระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ภาคบริการยังคงปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นถึง 1.12 ล้านคน เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าที่มีนักท่องเที่ยว 767,000 คน โดยรวม 7 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ 3.2 ล้านคน
ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงที่ระดับ 3.4% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 11.1% จากหมวดโลหะตามความต้องการในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ลดลง และส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามอุปสงค์โลกลดลง นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดการลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ระดับ 5.7% ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 5.9% ปรับลดลงตามการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เร่งไปในเดือนก่อน
ขณะเดียวกันการใช้จ่ายภาครัฐไม่รวมเงินโอนหดตัว เมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อน เห็นได้จากตามรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางหลังมีการเร่งเบิกจ่ายไปในช่วงต้นปีงบประมาณ โดยรายงานลงทุนรัฐบาลกลางหดตัว 16.6% และรายงานลงทุนของรัฐวิสาหกิจปรับเพิ่มขึ้น 54.2% ตามการเบิกจ่ายในโครงการด้านคมนาคมแต่โดยรวมถือว่าหดตัว
“แนวโน้มเดือนสิงหาคมคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ ระยะต่อไปยังมีปัจัยต้องติดตาม 1.การปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุน ค่าจ้าง และราคาสินค้า 2.อุปสงค์ต่างประเทศที่อาจชะลอตัว และ 3.การแพร่ระบาดโควิด และนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” นางสาวชญาวดีกล่าว
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า แม้ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเพิ่มขึ้น โดยเดือนกรกฎาคมดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขาดดุลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากขึ้นจากดุลการค้าที่กลับมาขาดดุลตามมูลค่าการส่งออกที่ลดลงและการนำเข้าทองคำที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า
ขณะที่ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงต่อเนื่องตามการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ จากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่เพิ่มขึ้น เนื่องตลาดกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะได้รับผลกระทบส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสียงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับเดือนสิงหาคม ข้อมูลหลังจากวันที่ 26 สิงหาคม อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อเงินเหรียญสหรัฐเฉลี่ยแข็งค่าขึ้นช่วงแรกของเดือนตามบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐลดลง และตลาดคลายความกังวลมากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น
โดยค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2565 ที่ลดลงกว่าที่คาดการณ์ และเงินบาทไทยอ่อนค่าตามเงินหยวนของจีน เนื่องจากความเสี่ยงด้านอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1-25 สิงหาคม ค่าเงินบาทเทียบกับในภูมิภาคเดียวกันยังถือว่าอยู่ในระดับแข็งค่า นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคมอยู่ระดับ 7.61% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 7.66% หลักๆ อัตราเงินเฟ้อในหมวดพลังงานชะลอลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดเร่งขึ้นตามราคาผักและราคาเนื้อสัตว์ส่งผลให้เงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูง
นางสาวชญาวดี กล่าวว่า สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เน้นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยส่วนนี้ก็มีผลต่อค่าเงินบาท หากดูช่วงที่ผ่านมาหลังวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากประธานเฟดได้กล่าวเน้นย้ำต่อการดำเนินนโยบายด้านการเงินต่อเนื่อง ส่งผลให้สินทรัพย์ทั่วโลกปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการตัดสินใจทำนโยบายก็ต้องดูตามบริบทของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จะดำเนินนโยบายภายใต้บริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง และการทำนโยบายต้องทำให้การฟื้นตัวไม่สะดุด
“อย่างไรก็ตาม ความกังวลในแง่ของภาพรวมก็เป็นไปตามบริบทเศรษฐกิจ สำหรับเรื่องของการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังมีการหมุนเวียนปกติ และยังเห็นเงินทุนที่ไหลเข้า แม้จะมีเงินไหลออกไปตามตลาดพันธบัตร แต่ตลาดหุ้นยังคงมีการไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง” นางสาวชญาวดีกล่าว
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2565 จะกระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง แต่มีผลจากทั้ง 2 ฝั่ง คือผลบวกเรื่องการท่องเที่ยวจะกลับมา เนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น และไม่เกิดอุปสรรคใหม่ ขณะเดียวกันผลจากภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลกลับมาขาดดุลน้อยลงจากที่นักท่องเที่ยวเข้ามาช่วยเสริมให้ภาพเศรษฐกิจคึกคักขึ้น

