พณ.เปิดผลพฤติกรรมประชาชนรับมือน้ำมันแพง ลดช้อป-กิน-เที่ยว วอนรัฐเติมเงินเข้าระบบ
เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนช่วงเดือนมิถุนายน 2565 จำนวน 8,363 คนทั่วประเทศ เกี่ยวกับการปรับตัวในภาวะน้ำมันแพง พบว่า ส่วนใหญ่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมัน โดย 30% ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ตามด้วย 17.15% เปลี่ยนชนิดพาหนะ/วิธีการเดินทาง และ 10.82% เปลี่ยนชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้เติมรถยนต์
สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดค่าใช้จ่าย พบว่า ส่วนใหญ่ใช้สินค้าฟุ่มเฟือยลดลง ตามด้วยลดการเดินทางท่องเที่ยว และบริโภคอาหารนอกบ้านหากสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงยืดเยื้อ ส่วนใหญ่จะหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะให้เหมาะสม กระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว และสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากจะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แยกเป็นอาชีพ พบว่า เกษตรกร นักศึกษา ไม่ได้ทำงาน และอาชีพอิสระ มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลงมากที่สุด ตามด้วย เปลี่ยนชนิดพาหนะหรือเปลี่ยนวิธีการเดินทาง และเปลี่ยนไปใช้บริการขนส่งสาธารณะ ด้านพนักงานของรัฐ ผู้ประกอบการ และพนักงานเอกชน มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลงมากที่สุด ตามด้วย เปลี่ยนชนิดพาหนะหรือเปลี่ยนวิธีการเดินทาง และเปลี่ยนชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้เติมรถยนต์
ส่วนที่น่าสังเกตคือ กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน กลุ่มนักศึกษา และกลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้บริการขนส่งสาธารณะมากกว่ากลุ่มอื่นๆ สาเหตุน่าจะมาจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด และเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำได้ ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะให้เหมาะสม เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นายรณรงค์ กล่าวว่า เมื่อถามถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดค่าใช้จ่าย 3 อันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่ลดการใช้สินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ตามด้วยลดการเดินทางท่องเที่ยวและ ลดการบริโภคอาหารนอกบ้าน ซึ่งจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ภาครัฐควรกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้มีรายได้สูงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มผู้ที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาท/เดือน และกลุ่มผู้ประกอบการ มีสัดส่วนการเปลี่ยนไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าค่อนข้างมาก หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ นอกจากมาตรการของภาครัฐที่สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ทั้งลดภาษีนำเข้า ลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และให้เงินอุดหนุนตามเงื่อนไข จะสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ได้แล้ว ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก และจูงใจให้คนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
“ประชาชนส่วนใหญ่ปรับตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับสูง ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการใช้น้ำมันโดยตรง การลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น และหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการให้เหมาะสม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพแล้ว ยังกำกับดูแลสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า ชา และกาแฟ รวมถึงอาหารนอกบ้านต่างๆ ให้มีราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ เพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ และสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการครองชีพควบคู่กันไป” นายรณรงค์ กล่าว
นายรณรงค์ กล่าวว่า หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะให้เหมาะสม ตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเปราะบาง (กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน กลุ่มนักศึกษา และกลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน) เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ควรกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในกลุ่มผู้มีรายได้สูง (มากกว่า 100,000 บาท/เดือน) ซึ่งมีสัดส่วนการลดการเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุด และในระยะยาวควรมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อการอำนวยความสะดวก และจูงใจให้คนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- คอหวยจดเลย เปิดสถิติหวย ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 ก.ย. ย้อนหลัง 10 ปี
-
เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ‘เชลล์-เอสโซ่’ ปรับลดราคา ‘ดีเซล’ ลงแล้ว

