‘สุพันธุ์’ ย้ำไทยต้องแก้หนี้ แขวนทุกกฎที่เป็นปัญหา อัดเงินเคลียร์ดอกเบี้ยลูกหนี้ธนาคาร

3.09.22 | 12:43 น.

‘สุพันธุ์’ หัวหน้าทีมศก.พรรคไทยสร้างไทย ย้ำไทยต้องแก้หนี้ ลั่น! แขวนทุกกฎระเบียบที่เป็นปัญหา อัดเงินเคลียร์ดอกเบี้ยลูกหนี้ธนาคาร หวังลบปัญหาเครดิตบูโรคืนอิสรภาพ พร้อมตั้งกองทุนเติมเงินเสริมสภาพคล่อง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 ในงานเสวนาเรื่อง ‘ปลดล็อกเครดิตบูโร ด้วยกองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย’ บริเวณตรงข้ามธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเป็นการเสวนาร่วมกันระหว่างทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย และ ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการมาตรการรัฐในช่วงโควิด-19

“สุพันธุ์ มงคลสุธี” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ปัจจุบันหนี้ของไทยกระทบกับคนในสังคมเยอะมาก และเมื่อดูจากข้อมูลจะเห็นได้ว่าไม่เคยเป็นหนี้สูงขนาดนี้มาก่อน ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ประเทศอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท แต่คนไทยเป็นหนี้ครัวเรือน 90% ของจีดีพี และคนไทยเป็นหนี้เครดิตบูโร 32 ล้านคน หรือมูลค่า 14.6 ล้านล้านบาท

“ต้องยอมรับว่าการมีหนี้เยอะ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยต้องการเข้าไปแก้หนี้ก่อน เพื่อปลดล็อกเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสที่จะทำธุรกิจได้ไม่จำกัด ถ้าแก้เรื่องนี้ได้ทุกคนก็จะออกไปใช้ชีวิต ทำมาหากิน สร้างรายได้ต่อได้ แต่ถ้าหนี้ยังกองอยู่ สังคมก็จะยังไม่มีเงินหมุนต่อแน่นอน”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาหนี้สินคนไทยนั้น เราต้องแยกเป็น 2 เรื่องคือกฎเกณฑ์และระเบียบ ถ้าเราได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการแขวนกฎเกณฑ์ทุกอย่างชั่วคราวที่เป็นปัญหา เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ รวมถึงเรื่องใบอนุญาตต่างๆ ด้วย ส่วนเรื่องเงินก็จะมีแนวทางเข้าไปช่วยเหลือที่ตรงจุด โดยสิ่งที่จะทำคือการปลดล็อกเครดิตบูโร คืนอิสรภาพในการกู้เงิน หากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาลจะนำเงินประมาณ 10,000 ล้านบาททั้งหมดไปเคลียร์ธนาคารโดยการจ่ายดอกเบี้ยตามต้นทุนของธนาคารประมาณ 2% จากยอดทั้งหมด 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปลดล็อคดอกเบี้ยให้ทุกคนที่ยังเป็นหนี้อยู่ เพื่อให้ทรัพย์สินทั้งหมดสามารถนำไปกู้กับธนาคารแห่งอื่นๆ ได้

Advertisement

นอกจากนี้จะใช้เงิน 100,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนแก้หนี้เสีย เพื่อให้โอกาสในกรณีที่เมื่อถูกปลดล็อกดอกเบี้ยแล้วยังไม่สามารถนำสินทรัพย์ไปกู้ต่อได้ จะนำเข้ากองทุน โดยให้ธนาคารรัฐบาลเป็นผู้อนุมัติเงินทุน และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ค้ำประกันให้มีเงินหมุนเวียนออกไปให้ผู้ประกอบการได้ใช้ แต่ก็ยังมีการคิดดอกเบี้ยตามกลไก

“ที่ผ่านมาเราพยายามสะท้อนความต้องการไปแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับ แต่หลังจากนี้เราอยากให้ทุกคนมองว่าเราคือทางออกเพราะเรารู้ปัญหาจริงๆ จากการที่เราเคยทำธุรกิจมาก่อนเริ่มต้นจากเป็นตัวเล็กๆ เหมือนกับหลายๆ คนที่ประสบปัญหาอยู่”

ด้าน “สรเทพ โรจน์พจนารัช” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร กล่าวว่า เมื่อเกิดโควิด มูลค่าทางการตลาดของร้านอาหารหายไปกว่า 200,000 ล้านบาท หายไป 48% และเมื่อมีการเปิดเมืองหลายคนก็กลับมาเปิดไม่ได้เพราะเป็นหนี้ และไม่สามารถเคลียร์ได้สุดท้ายก็ติดเครดิต บูโร จนทำให้ธุรกิจที่กลับมาเปิดได้ยังไม่ถึง 50% จากเดิม เพราะเมื่อคิดว่าจะกลับมาเปิดก็ไม่สามารถไปต่อได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น การจะทำร้านใหม่ก็มีเงินไม่พอ

“ธนพันธ์ วงศ์ชินศรี” ผู้ก่อตั้ง Penguin Eat Shabu กล่าวว่า แม้ว่าเราจะไม่ได้ติดบูโร แต่เราก็ต้องเลือกที่จะต้องปิดสาขาไปจาก 10 สาขาเหลือแค่ 6 สาขา เพราะตอนนั้นมีแต่ความไม่แน่นอน และเราก็ต้องเอาตัวเองให้รอด ตอนนั้นผมติดหนี้เกือบ 30 ล้านบาท จนต้องเอาบ้านไปเข้าธนาคารเพื่อเอาเงินมาหมุนต่อทุนธุรกิจ และพยายามบริหารหนี้จากทางฝั่งซัพพลายเออร์ที่ส่งอาหารและวัตถุดิบ กับฝั่งธนาคารให้ได้ เพราะรู้ว่าหากไม่มีการบริหารที่ดีพอจนทำให้ติดบูโร และจะต้องเสียเวลาไป 3 ปีที่ไม่สามารถทำธุรกรรมด้านการเงินได้เลยและจะเป็นเหมือนแผลเป็น

ที่ผ่านมาธุรกิจอาหารและโรงแรมถือว่าเป็นเด็กดีมาโดยตลอด เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำหมด แต่พอเกิดปัญหาเราก็ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปิดเมืองแล้ว แต่ภาระที่คงค้างอยู่รัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยเหลือ ซึ่งวิกฤตที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต่อมาก็คือต้นทุนด้านวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนหายไปเพราะสู้ไม่ไหว แต่ถ้าอยากจะกลับมาก็ไม่สามารถกลับได้ เพราะติดบูโร หรือมีปัญหาอื่น ๆ ซึ่งเหตุนี้จะยิ่งส่งเสริมให้มีการผลักภาระให้ผู้ประกอบการวิ่งไปหาเงินทุนนอกระบบ และเข้าไปในวงจรอุบาทว์เหมือนเดิม

“นรี สุเนต์ตา” ประธานชมรมธุรกิจโฮสเทลแห่งประเทศไทย กล่าวในฐานะตัวแทนธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กที่ผ่านมาไม่มีทางเลือกมาก หลายรายถูกยึดกิจการ หลายรายปิดโรงแรมอย่างถาวร ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มรายเล็ก ๆ ก็ต้องไปกู้ธนาคาร แต่โรงแรมขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการซอฟต์โลนต่าง ๆ ที่รัฐออกมาได้ เราก็พยายามปรับตัว โดยการทำธุรกิจอื่นๆ เสริม แต่สุดท้ายก็ขาดทุนเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญพอ เชื่อว่าที่ผ่านมาทุกรายสู้ชีวิตมากเพราะทุกคนอยากรอด

ด้าน “นพดล มังกรชัย” ประธานคณะกรรมการวิชาการ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาธนาคารมีการปล่อยกู้เงินลงไปที่รายใหญ่ๆ ทั้งนั้น หนี้เสียที่เกิดขึ้นก็เกิดจากรายใหญ่ๆ และที่ผ่านมาแม้จะมีการปล่อยให้กู้เงินในลักษณะซอฟต์โลน แต่นิยามของคำว่าเอสเอ็มอีของแต่ละธนาคารไม่ได้ตอบสนองกับความเป็นจริง จึงไม่ถึงมือรายเล็กๆ รวมทั้งกลไกการปล่อยกู้ส่วนใหญ่จะอนุมัติกับกลุ่มที่ไม่มีหนี้เสีย แต่คนที่มีหนี้เสียที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 กลับไม่สามารถเข้าถึงได้เลยแม้มีการช่วยเรื่องดอกเบี้ยหรืออะไรก็ตาม อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญคือการพักเงินต้นไว้ก่อน ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย มีนโนบายที่จะพักหนี้ 1 ปี