ภัยพิบัติโลก สะเทือนไทย!! จับตา‘บิ๊กป้อม’ บัญชาการแผนสกัดท่วม-แล้งซ้ำซาก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องพบเจอกับภัยธรรมชาติแบบไม่ทันตั้งตัว โดยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย คือกลุ่มเมฆดำทะมึนที่เปลี่ยนอากาศยามเช้าเสมือนเวลากลางคืน ซึ่งเรื่องนี้นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความเห็นว่า เมฆที่เห็นคือเมฆโลกร้อน เกิดจากทะเลร้อน น้ำระเหยเยอะ อากาศร้อนจุไอน้ำได้มากขึ้น กลายเป็นเมฆจุน้ำมหาศาล พร้อมจะเททะลักลงมากลายเป็นฝน ซึ่งจากปรากฏการณ์เหล่านี้สร้างความตื่นตัวให้กับคนในประเทศเป็นอย่างมาก
⦁อุตุฯแนะปชช.ตั้งรับอากาศแปรปรวน
จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฉายภาพถึงสถานการณ์อากาศแปรปรวนทั่วโลก โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดการก่อตัวของกลุ่มเมฆที่มีสีดำเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่รุนแรง มีฝนฟ้าคะนอง เคยปรากฏหลายครั้งแต่ไม่น่าเป็นกังวล แต่ต้องยอมรับว่าสภาพอากาศในปัจจุบันแปรปรวน และอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ในอนาคตไทยจะได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน แต่ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและเรียนรู้ที่จะปรับตัวตั้งรับกับสภาพอากาศที่รุนแรงเหล่านี้ โดยกรมอุตุฯจะติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ เพื่อรายงานให้ประชาชนรับทราบอย่างใกล้ชิดต่อไป
ชมภารีเตือนว่า แต่หากอนาคตสภาพอากาศแปรปรวนเกิดผลกระทบต่อโลก ประเทศไทยในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนา จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วย โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดต่อพื้นที่ที่มีความล่อแหลมได้รับอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อาทิ พื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมจะยังคงถูกน้ำท่วมและอาจมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น บริเวณที่เคยแห้งแล้งจะแห้งแล้งมากขึ้นผลผลิตทางการเกษตรจะได้รับผลกระทบ และประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค
⦁น้ำท่วมปากีฯสะเทือนถึงไทย
แม้สถานการณ์สภาพอากาศแปรปรวนในประเทศไทยโดยรวมยังไม่ได้ส่งผลกระทบหนัก แต่เมื่อตัดภาพไปมองภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ก็ทำให้ไทยร้อนๆ หนาวๆ และอดที่จะตื่นตระหนกไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศปากีสถานเกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลจากฝนในฤดูมรสุมตกหนักเป็นประวัติการณ์สร้างความเสียหายให้กับถนนหนทาง โครงสร้างพื้นฐาน สะพาน พืชผลทางการเกษตร และคร่าชีวิตประชาชนไปอย่างน้อย 1,000 คน มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 33 ล้านคน หรือกว่า 15% ของประชากร 220 ล้านคน สร้างความเสียหายแล้วกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านกระทรวงโลกร้อนของปากีสถาน เรียกสถานการณ์นี้ว่า “ภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมขนาดใหญ่ผลจากสภาพภูมิอากาศ” เรียกได้ว่าภัยพิบัติในครั้งนี้ผู้คนสูญเสียการดำรงชีวิตไปเลย และน้ำท่วมระลอกล่าสุดนี้ ถือว่าแย่กว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2553 ที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องบริจาคเงินช่วยเหลือภัยพิบัติครั้งใหญ่สุดที่เคยมีมา และอาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปี ในการฟื้นฟูบูรณะ ส่วนในระยะสั้นปากีสถานจะต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาหารเฉียบพลันอย่างแน่นอน
⦁กรมชลฯงัดแผนรับมือลานิญา
จากปัญหาเรื่องภัยพิบัติในต่างประเทศ เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยต่างก็มีปัญหาซ้ำซากเรื่องน้ำท่วม สลับฤดูแล้ง ที่เป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน (ชป.) ในฐานะหัวเรือใหญ่ของหน่วยงานน้ำให้ความเห็นว่า กรมชลประทานได้มีการประเมินสภาพอากาศ และประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำตลอดเวลา ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอากาศแปรปรวน เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก จนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าในปี 2565 น้ำท่วมกระจุก ความแห้งแล้งกระจาย นั่นคืออิทธิพลของ “ปรากฏการณ์ลานิญา”
สำหรับปรากฏการณ์ลานิญาในปี 2565 เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วม 3 น้ำ คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ซึ่งประเทศไทยเคยมีบทเรียนในการรับมือกับสถานการณ์นี้มาแล้ว เมื่อปี 2554 โดยกรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแผนการรับมือในปีดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุรับมือกับพายุ การระบายน้ำเหนือ และเทียบปริมาณน้ำในปี 2554 กับปัจจุบัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กรมยืนยันว่าไม่อยากให้เกิดน้ำท่วมกับใคร จึงได้เตรียมความพร้อมและไม่ประมาท
ส่วนที่หลายหน่วยงานคาดการณ์และกังวลว่าสถานการณ์น้ำในปี 2565 อาจเป็นเหมือนปี 2554 นั้น ยืนยันว่าแม้ค่าเฉลี่ยฝนจะสูง แต่ไม่ซ้ำรอยปี 2554 แน่นอน เพราะเมื่อปี 2554 มีพายุเข้าไทยติดต่อกันมากถึง 4 ลูก จึงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และเกิดน้ำขังในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งกรมมีประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำสั่งสม พร้อมกับมีเครื่องมือที่มีความทันสมัย และปัจจุบันได้ทำการติดตั้งเครื่องจักรให้พร้อมต่อการระบายน้ำลงสู่ทะเล และกักเก็บน้ำเข้าเขื่อนให้มากสุดแล้ว
⦁ยันน้ำ4เขื่อนหลักพอรับภัยแล้ง
ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 48,806 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 64% ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 27,283 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,389 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 54% ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 11,482 ล้าน ลบ.ม.
ประพิศฉายภาพให้เห็นอีกว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ใน 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา จะมีน้ำใช้ในฤดูแล้งรวมประมาณ 9,000 ล้าน ลบ.ม.เทียบกับปีที่ผ่านมามีปริมาณน้ำ 7,700 ล้าน ลบ.ม. จึงเพียงพอสำหรับฤดูแล้งหน้า 2566 (1 พฤศจิกายน 2565-30 เมษายน 2566) และเขื่อนขนาดใหญ่อื่นๆ ยังมีช่องว่างเพื่อรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
⦁‘บิ๊กป้อม’คุมบังเหียนบริหารน้ำ
ขณะเดียวกัน ภายใต้การควบคุมของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) รัฐบาลได้กำหนด 13 มาตรการรับมือฤดูฝน (จากเดิมมี 10 มาตรการ) โดยเพิ่มเติม 3 มาตรการ คือ การตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัยการจัดเตรียมพื้นที่อพยพและซ้อมแผนเผชิญเหตุ รวมถึงการตรวจสอบความมั่นคงของพนังกั้นน้ำ เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนนี้ และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปีนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ยังกำชับทุกหน่วยงานปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนอย่างเคร่งครัด ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุได้อย่างทันท่วงที รวมถึงวางแผนเก็บกักน้ำสำรองทุกแหล่ง ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินไว้รองรับฤดูแล้งหน้าด้วย เพื่อหวังลดผลกระทบที่จะตามมาในอนาคต
จากปัญหาเรื่องสภาพอากาศแปรปรวนทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นแล้วว่าโลกเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนแบบหลบไม่พ้น แต่หน่วยงานของรัฐยังยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ารับมืออยู่
ต้องติดตามต่อไปว่าแผนที่รัฐงัดออกมาสู้กับภัยพิบัติในครั้งนี้ จะเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วาดหวัง หรือล้มเหลวกันแน่!!

