เปิด ‘ไทยแลนด์ ดิจิทัล เอาต์ลุค’ คนไทยใช้ ‘อินเตอร์เน็ต’ เพิ่มขึ้น เครียด ‘เรียน-ทำงาน’ ออนไลน์

5.09.22 | 11:01 น.
เปิด‘ไทยแลนด์ ดิจิทัล เอาต์ลุค’ คนไทยใช้‘อินเตอร์เน็ต’เพิ่มขึ้น เครียด‘เรียน-ทำงาน’ออนไลน์

เปิด ‘ไทยแลนด์ ดิจิทัล เอาต์ลุค’
คนไทยใช้ ‘อินเตอร์เน็ต’ เพิ่มขึ้น
เครียด ‘เรียน-ทำงาน’ ออนไลน์

หมายเหตุ ส่วนหนึ่งในผลการศึกษาและจัดทําตัวชี้วัดการพัฒนาด้านดิจิทัล ของประเทศไทย ประจําปี 2565 (Thailand Digital Outlook 2022) ใน 8 มิติจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) สำรวจกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน และหน่วยงานบริการปฐมภูมิ 46,346 ตัวอย่าง

มิติที่ 1 การเข้าถึง

การเข้าถึงและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ชี้วัดการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศ

จากข้อมูลในปี 2565 ไตรมาส 2 ครัวเรือนไทยมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 88.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 85.2 ในปีก่อนหน้า

Advertisement

โดยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของครัวเรือน ในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล มีความเหลื่อมลํ้าเพียงร้อยละ 6.60 ลดลง (ดีขึ้น) จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ ร้อยละ 7.20

ในปี 2564 คนไทย 12.75 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ตประจําที่ (อินเตอร์เน็ตบ้าน) คิดเป็น 19 คนต่อประชากร 100 คนและมีผู้ลงทะเบียนใช้อินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ (อินเตอร์เน็ตโทรศัพท์เคลื่อนที่) กว่า 97 คน ต่อประชากร 100 คน

ส่วนภาคธุรกิจเอกชน ในปี 2565 บริษัทกว่าร้อยละ 63.92 ติดตั้งและใช้งานอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูงกว่า 30 Mbps คิดเป็นร้อยละ 91.53

โดยเทคโนโลยีที่ธุรกิจเข้าถึงมากที่สุด 3 อันดับแรก 1.ร้อยละ 86.29 เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล 2.ร้อยละ 66.16 เทคโนโลยี 5G 3.ร้อยละ 61.37 เทคโนโลยี Cloud

ส่วนหน่วยงานบริการปฐมภูมิ ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล โรงพยาบาลชุมชน มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 95.17

มิติที่ 2 การใช้งาน

จากการสํารวจในปี 2565 ประชากรที่อยู่ในช่วงอายุ 6 ปีขึ้นไป มีการใช้งานอินเตอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 85.0 โดยใช้อินเตอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง 4 นาที

ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ข้อมูลเฉลี่ยต่อเดือนของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเคลื่อนที่ ในปี 2564 อยู่ที่ 24.29 กิกะไบต์/เดือน/ผู้ใช้บริการ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ใช้งานเพียง 18.00 กิกะไบต์/เดือน/ผู้ใช้บริการเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าคนไทยใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้งานในกิจกรรมติดต่อสื่อสาร ความบันเทิง รวมถึงการซื้อ-ขายสินค้า/บริการออนไลน์

บริการภาครัฐออนไลน์ที่คนไทยนิยมใช้งานมากที่สุด ในปี 2565

1.ลงทะเบียน/รับสิทธิ/ตรวจสอบสิทธิ โครงการภาครัฐ เช่น คนละครึ่ง ไทยชนะ ร้อยละ 77.14
2.ติดตามข่าวสารจากภาครัฐ เช่น ภาพรวมโควิด ร้อยละ 49.04
3.ชำระค่าไฟ/ค่าน้ำ/ค่าโทรศัพท์/ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ร้อยละ 36.08
4.ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล/อื่นๆ ออนไลน์ ร้อยละ 28.52
5.ลงทะเบียน/รับสิทธิ/ตรวจสอบสิทธิ ประกันสังคม ร้อยละ 25.95

ข้อมูลจากการสำรวจของ สพธอ.ในปี 2565 พบว่า คนไทยร้อยละ 23.69 ซื้อสินค้า/บริการ ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนการชำระเงินทางออนไลน์คนไทยโดยเฉลี่ยมีการใช้งาน Mobile Banking ในปี 2564 มากถึง 8.65 แสนบาทตลอดทั้งปี (ทั้งการรับเงินและโอนไปให้ผู้อื่น) สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการใช้งาน 6.07 แสนบาท

นอกจากนี้ คนไทยกว่าร้อยละ 44.98 ทําธุรกรรมยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2564 เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนหน้า (ร้อยละ 42.44) เช่นเดียวกับภาคธุรกิจเอกชนที่ใช้บริการออนไลน์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 10.62 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 12.39 ในปี 2564

ในปี 2565 ธุรกิจเอกชนไทย มีการจัดจำหน่ายสินค้า/บริการทางออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 40.39

นอกจากนี้ ธุรกิจเอกชนไทยบางส่วนเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการประกอบธุุรกิจ ได้แก่ การใช้งานเว็บไซต์/โฮมเพจในการประกอบธุรกิจ ร้อยละ 62.46 การใช้บริการ Cloud ร้อยละ 27.92 การใช้เทคโนโลยี Data Analytics ร้อยละ 69.90 เทคโนโลยี Robotic ร้อยละ 1.04 เทคโนโลยี AI ร้อยละ 40.49 เทคโนโลยี IoT ร้อยละ 4.20 และเทคโนโลยี 5G ร้อยละ 5.70

หน่วยงานบริการปฐมภูมิเริ่มนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เช่นกัน ได้แก่ เทคโนโลยี Data Analytics ร้อยละ 13.32 เทคโนโลยี AI ร้อยละ 14.11 เทคโนโลยี 5G ร้อยละ 47 เทคโนโลยี Cloud ร้อยละ 86.35

สำหรับหน่วยงานภาครัฐไทย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับการปฏิบัติงานและบริการประชาชนเช่นกัน โดยใช้งานเทคโนโลยี Data Analytics ร้อยละ 13.32 เทคโนโลยี AI ร้อยละ 4.61 เทคโนโลยี 5G ร้อยละ 8.90 เทคโนโลยี Cloud ร้อยละ 86.35

ในการให้บริการระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีหน่วยงานภาครัฐมาขอใช้บริการแล้วกว่า 902 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2565)

มิติที่ 3 นวัตกรรม

การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวชี้วัดในการบ่งชี้การกระจายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Diffusion) ในภาคเศรษฐกิจ

ในปี 2564 ภาคอุตสาหกรรม ICT มีการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล 5.37 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.32 ของมูลค่า GDP ประเทศ

กลุ่มธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสาร มีการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) กว่า 15,517.89 ล้านบาท ในปี 2562 หรือราวร้อยละ 0.09 ของ GDP ประเทศ

ประเทศไทยมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนใน Start-up ภาคธุรกิจ ICT ราว 1.02 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.063 ของมูลค่า GDP ประเทศ โดยธุรกิจจัดตั้งใหม่ที่มีอายุธุรกิจไม่เกิน 2 ปี ในปี 2564 มีกว่า 2 แสนราย หรือคิดเป็นร้อยละ 24.57 ของผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการอยู่

มิติที่ 4 อาชีพ

เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมส่งผลให้ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และทักษะด้านดิจิทัล ถึงกระนั้นผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวมยังคงส่งผลต่อตลาดแรงงานดิจิทัลของประเทศ

ในปี 2564 ประเทศไทยมีผู้ทํางานในตําแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับด้าน IT และดิจิทัล ราว 1.29 ล้านคน เป็นชาย 6.9 แสนคน และเป็นหญิง 6 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 3.42 ของแรงงานทั้งหมดในตลาดแรงงาน

รายได้โดยเฉลี่ยของแรงงานที่มีตําแหน่งงานด้าน ICT อยู่ที่ 25,679 บาทต่อเดือน ส่วนผลิตภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล อยู่ที่ 3.34 แสนบาทต่อคนต่อปี

หากประเมินแรงงานทั้งหมดที่อยู่ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านดิจิทัล ไทยจะมีแรงงานที่อยู่ในภาคส่วนดังกล่าวกว่า 12.9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 34.40 ของแรงงานทั้งประเทศ

จากผลสำรวจ ปี 2565 พบว่า สถานประกอบการราวร้อยละ 5.74 รายงานว่ามีความยากในการจัดหาและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทั้้งนี้ ในปี 2564 ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรม (STEM) มีราว 289,159 คน คิดเป็นร้อยละ 22.21 ของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาทั้้งหมด

มิติที่ 5 สังคม

การพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและอํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเหลื่อมลํ้าทางสังคมได้ โดยการสร้างการเข้าถึงและใช้งานอินเตอร์เน็ตให้กับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างโอกาสที่มากยิ่งขึ้น

จากผลสํารวจในปี 2565 พบว่าคนไทยในกลุ่มผู้สูงอายุ (55-74 ปี) ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพียงร้อยละ 63.1 ขณะที่ครัวเรือนที่มีระดับรายได้ไม่สูงมาก (อยู่ในช่วงร้อยละ 25 ที่ตํ่าที่สุด) ใช้งานอินเตอร์เน็ตร้อยละ 73.4 ยังถือว่าน้อย หากเปรียบเทียบกับสัดส่วนการใช้งานโดยเฉลี่ยของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 79.60 ใช้งานอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารออนไลน์

ผลสำรวจในปี 2565 พบว่าคนไทยกว่าร้อยละ 78.60 ใช้อุุปกรณ์ดิจิทัล อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊ก/แท็บเล็ตประกอบการทำงานทางไกล

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในไทยมีแนวโน้มการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยกลุ่มผู้หญิงไทยที่มีทักษะการเขียนโปรแกรม ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของธุรกิจดิจิทัล มีสัดส่วนมากขึ้นจากเดิมร้อยละ 12.10 ในปี 2564 เป็นร้อยละ 14.77 ในปี 2565

ผู้หญิงไทยมีสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตร้อยละ 83.6 ใกล้เคียงกับผู้ชายไทย ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 86.6

นอกจากนี้ คนไทยที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาและอุดมศึกษาขึ้นไป มีสัดส่วนการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่สูงกว่าคนไทยที่จบการศึกษาระดับต่ำกว่าราวร้อยละ 20.9

สำหรับจากการประเมินทักษะการอ่าน การคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ และเชิงวิทยาศาสตร์ (PISA Test) พบว่า เด็กนักเรียนไทยส่วนใหญ่ยังมีระดับทักษะด้านดังกล่าวระดับปานกลางถึงต่ำ

มิติที่ 6 ความน่าเชื่อถือ

ในปี 2564 ผู้ที่ประสบกับปัญหาถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือความเป็นส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ 3.40 เป็นปัญหาทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประชาชนพบเจอมากที่สุด เป็นอันดับที่ 2 รองจากปัญหาอุปกรณ์ติดไวรัส
นอกจากนี้ คนไทยที่เคยให้ข้อมูลส่วนบุคคลทางอินเตอร์เน็ตมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 64.1 โดยกลุ่มคนที่เคยให้ข้อมูลส่วนบุคคลทางอินเตอร์เน็ตมากคือ กลุ่มคน Gen Y (อายุ 22-41 ปี) คิดเป็นร้อยละ 70.70

สําหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลในสื่อออนไลน์ พบว่า คนไทยกว่าร้อยละ 82.22 พบปัญหาข่าวปลอมในสื่อสังคมออนไลน์ โดยพบเจอข่าวปลอมบน Social Media และ Chat Appliction มากที่สุด

คนไทยมีความกังวลในการซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ โดยกังวลในระบบความปลอดภัยของระบบการชำระเงิน ร้อยละ 17.33 กังวลในการส่งคืนสินค้า ร้อยละ 19.77

ด้านการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยกว่าร้อยละ 36.09 ดำเนินการรักษาความปลอดภัยทาง ICT โดยบุคลากร/ลูกจ้างของตนเอง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนร้อยละ 28.60

มิติที่ 7 การเปิดเสรีของตลาด

ปี 2565 ผู้ประกอบการไทยราว 1 ใน 4 หรือร้อยละ 26.29 ส่งออกสินค้าออนไลน์ สูงขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน ร้อยละ 3.2 เนื่องด้วยแพลตฟอร์ม e-Marketplace ในไทยเปิดให้มีการจําหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศมากขึ้น

สัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศในธุรกิจที่มีการให้บริการแบบดิจิทัลในปี 2564 ที่มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 15.72 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2563 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 15.62

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าสินค้า ICT ระหว่างประเทศในปี 2564 กลับมีเพียงร้อยละ 10.83 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ลดลงจากปี 2563 (ร้อยละ 12.92) จากปัญหาการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านและแนวโน้มทดแทนด้วยเทคโนโลยีใหม่

มิติที่ 8 การเติบโตและสภาพความเป็นอยู่

จากผลการสํารวจเมื่อปี 2561 นักเรียนไทยอายุ 15-16 ปี ที่เริ่มใช้งานอินเตอร์เน็ตครั้งแรกเมื่ออายุ 6 ปี หรือตํ่ากว่า คิดเป็นร้อยละ 14.60 ตัวชี้วัดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนไทยเริ่มใช้งานอินเตอร์เน็ตค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยนักเรียนส่วนมากใช้อินเตอร์เน็ตระหว่างวันธรรมดา ภายนอกโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 37.26 และภายในโรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 23.42

ในการสํารวจปี 2565 พบว่า มีนักเรียนที่รู้สึกเป็นกังวลเมื่อไม่สามารถใช้งาน หรือเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ มากถึงร้อยละ 78.42 นอกจากนี้ นักเรียนกว่าร้อยละ 59.94 รู้สึกเครียดกับการเรียนทางไกล

สำหรับกลุ่มวัยทำงานคนไทยที่ทำงานทางไกลจากที่บ้านสัปดาห์ละครั้ง หรือมากกว่า มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 78.60 ในปี 2565 โดยคนกลุ่มนี้มากกว่าร้อยละ 54.12 รู้สึกเครียดในการทำงานทางไกล

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า มีลูกจ้างที่เกิดความเครียดระหว่างการทำงานที่มีการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ สูงถึงร้อยละ 85.90 สะท้อนถึงสภาพจิตใจของแรงงานไทยที่ควรได้รับการดูแลและส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น