ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 พฤศจิกายน ว่าเมื่อเวลา 10.00 น. ดัชนีไปทำจุดสูงสุดที่ 1520.26 จุด เพิ่ขึ้น 10.83 จุด หรือกว่า 0.70% ขณะที่ราคาทองคำเช้านี้เลา 9.30 น.ราคาลดลงจากวันก่อนหน้า 100 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 21,300.00 ขายออกบาทละ 21,400.00 บาท ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 20,920.80 บาท ขายออกบาทละ21,900.00 บาท ทองคำโลกอยู่ที่1,287.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 35.07 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯแล้วนั้นทิศทางต่อจากนี้ไปต้องติดตามนโยบายของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิดเพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งจากนโยบายการเมืองที่ยังไม่ชัดเจนจะส่งผลให้สินทรัพย์จะมีความผันผวนค่อนข้างสูงมีการปรับตัวขึ้นมากและปรับตัวลงแรง ดังนั้นในช่วงนี้จึงแนะนำให้รอดูทิศทางความชัดเจนของสถานการณ์ ซึ่งหากตลาดปรับตัวขึ้นควรหาจังหวะขายทำกำไรและหากตลาดปรับตัวก็ไม่ต้องรีบซื้อควรหาจังหวะเข้าซื้อ โดยมองกรอบหุ้นไทยขาลงที่ระดับ 1,420 จุด และขาขึ้นตลาดจะแกว่งตัวกว้างที่ระดับ 1,530-1,550 ได้
ทั้งนี้ การที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์จะมีความผันวผวนสูงซึ่งมา 2 ปัจจัยคือ 1.) การใช้เงินจำนวนมากในการดำเนินนโยบายต่างๆทำให้ต้องมีการออกพันธบัตรออกมา และส่งผลให้ผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯมีโอกาสปรับตัวขึ้นสูง 2.) จากการที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนเพราะยังไม่รู้ว่าดำเนินการในเรื่องใดบ้าง อาจมีผลทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ หากเป็นไปในทิศทางดังกล่าวจะทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวนสูง และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผัวนสูงเช่นกัน
“จากการที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่หนุนตลาดมากนักและนโยบายการเมืองของสหรัฐฯที่ยังไม่ชัดเจนดังนั้นควรขายทำกำไรเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้น หากในช่วงก่อนถึงวันคริสต์มาสนายทรัมป์ยังไม่มีนโยบายอะไรออกมาที่ชัดเจนจะถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล ดังนั้นจึงต้องติดตามนโบายการเมืองของนายทรัมป์ว่าจะมีความชัดเจนอย่างไรบ้าง”นายวินกล่าว
สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จึงแนะนำว่าอย่าลงทุนในสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับเงินดอลลาร์มากเกินไป เช่น หุ้นสหรัฐฯ ที่คาดเดาทิศทางได้ยาก แนะนำการลงทุนในภูมิภาคเอเชียมากกว่าเพราะปัจจัยพื้นฐานที่ดีและสนับสนุนตลาดหุ้นมากกว่า ขณะเดียวกัน แนะนำพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ โดยลงทุนในสินทรัพย์ประเภทกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ 40% หุ้นในประเทศ 20-30% ควรลดสัดส่วนของหุ้นต่างประเทศลงเหลือ 10-20% เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยน และที่เหลืออีก 20% ให้ลงทุนในตราสารหนี้
“ทิศทางตลาดหุ้นตามหลักการยังถือว่าทิศทางตลาดเสี่ยงและผันผวนและดัชนีฯน่าจะแกว่งตัวแบบไร้ทิศทางแต่มีแนวโน้มที่จะเป็นบวกมากกว่าตามตลาดต่างประเทศ และจากผลการเลือกตั้งที่ออกมาผิดคาด และถูกมองว่าจะเป็นลบต่อตลาดจากนโยบายการค้าของนายทรัมป์ แต่ที่เห็นคือตลาดยังรอประเมินอยู่ว่าจะทำได้จริงหรือจะลบหรือบวกกันแน่ บล.KTBST แนะนำให้ชะลอการลงทุน หรือเข้าเก็งกำไรสั้นๆ ในหุ้นที่น่าสนใจลงทุนจากผลกำไรออกมาดี คือ ANAN , ERW หุ้นตัวอื่นได้แก่ SAWAD , INET , ASEFA”นายวินกล่าว

