นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถให้มุมมองได้ว่าต่อจากนี้สถานการณ์การลงทุนจะเป็นอย่างไร เนื่องจาก ภาวะการลงทุนมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนจะเน้นรักษาเงินต้น จากภาวะความไม่นอนของเศรษฐกิจโลกนั้น คาดว่าเงินจะโยกออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกไปอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ หรือตราสารหนี้ ซึ่งไม่ใช่ตราสารหนี้ไทยเนื่องจากยังเห็นเงินไหลออกจากตราสารหนี้ไทยเช่นกัน
ทั้งนี้ จากนี้ต้องติดตามว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีนโยบายอย่างไรบ้าง และใครบ้างที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี รวมทั้ง การผลักดันนโยบายต่างๆ ในอนาคต อีกทั้ง ยังต้องจับตาท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เรื่องนโยบายดอกเบี้ย ซึ่งหากเฟดจะยังขึ้นดอกเบี้ยจะขัดกับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโต รวมทั้งการดำรงอยู่ของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดด้วย ทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจโลกจะมีผลต่อทางอ้อมการดำเนินงานบางส่วนของบริษัทจดทะเบียนไทย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยจะพบกับความไม่แน่นอนครั้งยิ่งใหญ่ แต่ตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก เนื่องจาก พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยและบริษัทจดทะเบียนไทนแข็งแกร่งมาก เงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง
“สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อค่าเงินบาทคือ ตราสารหนี้ เพราะนักลงทุนจะไม่ชอบให้เงินบาทอ่อนค่า หากอ่อนค่าเพียง 1 บาทจะส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่มีอยู่ทันที ส่วนตลาดหุ้นไทยเงินจะไหลออกหรือไม่นั้นต้องรอดูสถานการณ์อื่นๆ ประกอบ เงินต่างประเทศที่เริ่มไหลออกจากไทยนั้นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดอื่นๆ แต่ส่วนตัวมองว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดและความไม่ชัดเจนที่สุดมาแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามจากนี้คือเศรษฐกิจโลกและนโยบายของสหรัฐว่าจะไปในทิศทางใด เพราะนโยบายนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจยุโรป”นายภากรกล่าว

