‘ตลท.’ ชี้ศก.จริงฟื้นกว่า 50% แล้ว ดึงความเชื่อถือเงินทุนต่างชาติ

6.09.22 | 18:39 น.
แฟ้มภาพ

‘ตลท.’ ชี้ศก.จริงฟื้นกว่า 50% แล้ว ดึงความเชื่อถือเงินทุนต่างชาติ

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมด้านมหภาคของประเทศไทย ถือเป็นอันดับต้นหลายเรื่อง อาทิ หนี้สาธารณะต่ำ การสำรองระหว่างประเทศสูง ทำให้มีความเชื่อถือจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นไทย รวมถึงตอนนี้เศรษฐกิจไทยถือว่าเริ่มฟื้นตัวเพียง 50% เท่านั้น แต่ตัวเลขการฟื้นตัว และการเติบโตกลับไปสู่ปี 2562 หรือช่วงก่อนเกิดโควิด-19 แล้ว ทั้งที่อีก 50% ยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมาด้วยซ้ำ โดยการไหลเข้าและออกของฟันด์โฟลว์ มี 3 ช่องทางคือ ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะเข้าและออกไม่พร้อมกัน โดยหากนักลงทุนมองว่าค่าเงินบาทอ่อน เงินไหลออกจากตราสารหนี้สั้น แต่กลับเข้ามาในตราสารหนี้ระยะยาว และตลาดหุ้น จึงต้องพิจารณาในรายละเอียดว่า การไหลเข้าและออก ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดมาจากอะไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

“หากเราสามารถฟื้นตัวจากโควิด และท่องเที่ยวกลับคืนมา ตัวเลขจะมีความน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และการบริโภค เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต่างชาติมากนัก แต่เป็นฝ่ายส่งออกสินค้าไปต่างประเทศด้วย ทำให้แม้มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ จีนยังปิดประเทศอยู่ แต่ไทยก็ยังมีการบริโภคในประเทศได้เอง ทำให้ภาคธุรกิจจริง หรือเรียลเซกเตอร์สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในประเทศ และต่างประเทศ บวกกับบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) โตที่ต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้หากเศรษฐกิจต่างประเทศฟื้นคืนสภาพได้ บริษัทไทยฟื้นตามด้วย” นายภากร กล่าว

นายภากร กล่าวว่า การลงทุนในช่วงตลาดผันผวน อยากให้นักลงทุนพิจารณาให้ดีว่า สามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากเท่าใด คาดหวังผลตอบแทนมากน้อยอย่างไร และสามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทได้อย่าง ซึ่งถือเป็นความยากในการตัดสินใจลงทุน โดยโลกของการลงทุนตอนนี้มีทางเลือกมากขึ้น แต่นักลงทุนจะต้องพิจารณา และศึกษาข้อมูล เพราะไทยมีเรียลเซกเตอร์ที่แข็งแกร่งมาก มีการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (ไอพีโอ) เกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งตลาดรองมักมีการระดมประมาณ 2 เท่าของไอพีโอจริง สะท้อนถึงการมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้น และกระจายในหลายขนาด มีการขยายการลงทุน จึงมั่นใจว่า มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

Advertisement

ด้าน นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2565 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,638.93 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 4.0% จากเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค แต่เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ปรับลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.1% ซึ่งใน 8 เดือนแรกปี 2565 (มกราคม-สิงหาคม )แม้มีความไม่แน่นอนจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางในหลายประเทศ แต่ดัชนีมีความผันผวนน้อยกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักอื่นๆ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่องจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ อีกทั้งผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตดี โดยเฉพาะในไตรมาส 2/2565 ที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีกำไรสุทธิรวม 3.5 แสนล้านบาท

นายศรพล กล่าวว่า เดือนสิงหาคม 2565 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเซต และเอ็มเอไอ อยู่ที่ 75,205 ล้านบาท ลดลง 18.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2564 รวม 8 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 82,747 ล้านบาท โดยพบว่า นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิกว่า 57,014 ล้านบาท สะสมรวม 170,744 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติ มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ต่อเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าดัชนีในภาพรวม เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ได้แก่ กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2565 อยู่ที่ระดับ 2.78% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชีย ที่อยู่ที่ 3.00%

“การเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยยังผัวผวนอยู่ โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศเป็นหลัก แต่มีปัจจัยในประเทศสนับสนุนการปรับขึ้นได้บ้าง โดยเฉพาะในด้านฟันด์โฟลว์ ที่มีหลายปัจจัยน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย อาทิ การส่งออกและท่องเที่ยว ฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบัน แต่มีการใช้จ่าย หรือการบริโภคภาคเอกชน ที่เริ่มเห็นฟื้นตัวช่วงไตรมาส 2/2565 ถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าดีมาก เพราะการบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของจีดีพีรวม” นายศรพล กล่าว