กสทช.ขู่ปรับวันละ 1 ล. “ค่ายมือถือ” ไร้นํ้ายา ปราบคอลเซ็นเตอร์

7.09.22 | 07:19 น.

กสทช.ขู่ปรับวันละ1ล. “ค่ายมือถือ” ไร้นํ้ายา ปราบคอลเซ็นเตอร์

ปัญหา “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ระบาดหนักมาพักใหญ่ และนานวันยิ่งมาพร้อมอุบายล่อลวงใหม่ๆ ที่เน้นความซับซ้อนและสร้างความตกใจให้ง่ายต่อการตกหลุมพราง บางคนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม ก็สูญเงินจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นปัญหาที่ประชาชนต้องต่อสู้ตามยถากรรม

ลำพังจะหวังพึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ที่กำกับดูแลค่ายมือถือ หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มีหน่วยงานใต้สังกัดอย่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) อาจไม่เพียงพอ

กสทช.แนะนำวิธีรับมือและข้อห้ามทำเพื่อรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อย่ากด อย่าเชื่อ อย่าบอก อย่าโอนเงิน และอย่าคุย” และล่าสุด อัพเลเวลจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยที่ประชุม กสทช.มีมติเคาะปรับไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ล้านบาท หากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ไม่สามารถจัดการการลงทะเบียนซิมการ์ดให้ถูกต้องตามประกาศ กสทช. ภายใน 30 วัน

ขณะเดียวกัน ได้กวดขันให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากใช้บัตรประชาชนใบเดียวลงทะเบียนซิมเป็นจำนวนมากกว่า 5 เลขหมาย จะต้องไปแสดงตนที่ศูนย์บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำซิมไปหลอกลวงประชาชนให้เกิดความเดือดร้อนและก่อให้เกิดความเสียหายดังที่ปรากฏเป็นปัญหาในปัจจุบัน
สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม ให้ข้อมูลว่า มติดังกล่าวสืบเนื่องจากสำนักงาน กสทช. ได้จัดประชุมและมีหนังสือกำชับให้โอเปอเรเตอร์ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ กสทช. เกี่ยวกับการลงทะเบียนซิมการ์ดเป็นระยะ

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 สำนักงาน กสทช.ลงพื้นที่ตรวจสอบการลงทะเบียนซิมการ์ดผ่านตัวแทนจำหน่าย (ลูกตู้) พบว่า โอเปอเรเตอร์ไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศ กล่าวคือ พบกรณีที่ผู้ใช้บริการ 1 ราย สามารถลงทะเบียนเปิดใช้ซิมการ์ดกับตัวแทนจำหน่ายได้มากกว่า 5 เลขหมายเป็นจำนวนสูงมาก จึงได้แจ้งให้โอเปอเรเตอร์ดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยโดยเร็ว

Advertisement

สำนักงาน กสทช.ได้รายงานข้อเท็จจริงนี้ให้ที่ประชุม กสทช.รับทราบ เพื่อกำหนดมาตรการทางปกครองหากโอเปอเรเตอร์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการที่จะดำเนินการทางปกครอง เบื้องต้นที่ประชุม กสทช.พิจารณาโมเดลการคำนวณค่าปรับทางปกครองที่จัดทำโดยสำนักงาน กสทช. ซึ่งครอบคลุมถึงกรณีของความผิด ขนาดของปัญหา และกรณีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎ หรือคำสั่งเกี่ยวกับการอนุญาตและการกำกับดูแลที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะและได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าอัตราค่าปรับน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ล้านบาท

ถัดมาในการประชุมนัดแรกของคณะทำงานพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) และข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) หลอกลวง ประกอบไปด้วย 11 หน่วยงาน ได้แก่ กสทช. ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้แทนกองบังคับการปราบปรามการกระทำ

ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท). ผู้แทนโอเปอเรเตอร์ ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ผู้แทนสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค

ที่ประชุมโดยประธานคณะทำงาน “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” ที่ปรึกษาประธาน กสทช. เสนอให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 1 (ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง) และแบบที่ 3 (มีโครงข่ายเป็นของตนเอง) หาวิธีการเพิ่มเครื่องหมาย + นำหน้าทุกสายที่มีโทรมาจากต่างประเทศ และเสนอให้เพิ่มช่องทางยูเอสเอสดี (USSD) ให้ประชาชนสามารถเลือกไม่รับสายโทรเข้าจากต่างประเทศตามความสมัครใจ
ขณะเดียวกัน ทางตัวแทนจากสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ยังเสนอจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการตรวจสอบและสกรีนเบอร์ที่มีแนวโน้มจะเป็นเบอร์มิจฉาชีพ ในลักษณะเดียวกับ ฮูส์คอลล์ (Whoscall) เพื่อป้องกันเบอร์ที่น่าสงสัยโทรเข้ามารบกวน โดยจะพัฒนาจากแอพพลิเคชั่น “กันกวน” เดิมของ กสทช. และจะเป็นการทำงานร่วมกันของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ โอเปอเรเตอร์ในที่ประชุม ยังเสนอให้ กสทช.เป็นหน่วยงานกลางในการรับลงทะเบียนเซนเดอร์ส เนม (Sender’s Name) สำหรับเอสเอ็มเอสเหมือนกับประเทศสิงคโปร์ที่มีหน่วยงานกำกับดูแลเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ จะได้ไม่มีการใช้ชื่อผู้ส่งปลอมมาหลอกลวงผู้รับ

สำหรับการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเพื่อให้เกิดความระมัดระวังตัวจากกลโกงของมิจฉาชีพ ที่ประชุมเสนอให้มีสำนักงาน กสทช. จัดให้มีการแถลงข่าว หรือออกเป็นข่าวสื่อมวลชนเพื่อให้ข้อมูลกับประชาชนให้รู้เท่าทันกับกลโกงของมิจฉาชีพที่อัพเดตอยู่ตลอดเวลา และให้มีการจัดทำฐานข้อมูลเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหา

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะทำงานพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) ครั้งที่ 2 มีการสรุปข้อเสนอให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณากำหนดให้โอเปอเรเตอร์ทุกราย สร้างระบบให้ประชาชนเลือกสมัครบริการปฏิเสธไม่รับสายที่โทรมาจากต่างประเทศให้เร็วที่สุด เบื้องต้นทางที่ประชุมคณะทำงานพหุภาคีฯ เสนอว่าจะให้ผู้ประกอบการทำระบบฯให้เสร็จภายใน 3 เดือน ซึ่งบอร์ด กสทช.จะพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าน่าจะต้องเร็วกว่านั้นหรือไม่ อย่างไร

“ประวิทย์” ระบุว่า ที่ประชุมจะเสนอให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณากำหนดในเงื่อนไขท้ายใบอนุญาตให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายสร้างระบบ หรือแอพพลิเคชั่นที่ให้ประชาชนเลือกสมัครบริการปฏิเสธไม่รับสายที่โทรมาจากต่างประเทศได้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนจากมิจฉาชีพ ประชาชนที่ไม่มีธุระ ไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อกับต่างประเทศ สามารถเลือกบริการที่จะไม่รับสายโทรจากต่างประเทศได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวต้องใช้เวลา คณะทำงานฯจะเร่งผลักดันให้เกิดผลต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะทำงานพหุภาคีฯ เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน ให้โอเปอเรเตอร์ใส่เครื่องหมาย + นำหน้าทุกเลขหมายที่โทรเข้ามาจากต่างประเทศ โดยแยกแยะ เช่น หากสายเรียกเข้า ขึ้นต้นด้วย +697 แสดงว่าเป็นเบอร์ไม่ทราบแหล่งที่มาจากต้นทาง และเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย +698 เป็นสายที่โทรจากเบอร์มือถือไทยที่ใช้บริการโรมมิ่ง แล้วโทรกลับมาเมืองไทยจากต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนแยกแยะออก หากประชาชนไม่มีครอบครัว หรือธุระติดต่อกับต่างประเทศก็ควรจะระมัดระวังหากจะรับสาย

“ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระดมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเอสเอ็มเอสหลอกลวง จะเห็นว่ามีข่าวการจับกุมแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้อุปกรณ์โทรไปหลอกลวงประชาชนมาดำเนินคดี โดยใช้ข้อมูลเบาะแสจากประชาชน และความร่วมมือของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) สำนักงาน กสทช. และโอเปอเรเตอร์ เพื่อนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ” ประวิทย์กล่าวทิ้งท้าย