หน้าแรก เศรษฐกิจ ผู้ว่าแบงก์ชา...

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำขึ้นดอกเบี้ยตามจังหวะศก. ออกนโยบายล้อ 4 เทรนด์โลก

7.09.22 | 16:41 น.

ผู้ว่าแบงก์ชาติ ย้ำขึ้นดอกเบี้ยตามจังหวะ ศก. ออกนโยบายล้อ 4 เทรนด์โลก

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “บทบาทนโยบายด้านการเงินในการกอบกู้และก้าวต่อของเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาการกอบกู้และก้าวต่อของเศรษฐกิจไทย The Great Reset ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของสถานีโทรทัศน์ TNN ว่า การดำเนินนโยบายการเงินในช่วงนี้ ต้องให้น้ำหนักการดูแลความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

โดยสิ่งที่ ธปท.เน้นย้ำคือการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยพิจารณาตามสถานการณ์ ซึ่งพร้อมหยุดการดำเนินนโยบาย หากจำเป็นต้องหยุด และพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นหากมีความจำเป็น เพื่อสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ได้คำนึงถึงการออกมาตรการที่เหมาะสม มีความเฉพาะเจาะจง เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางไปด้วยโดยจะผนวกเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจ ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจดูเหมือนกับว่าต้องหยุดการดำเนินนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยสักช่วงเวลาหนึ่ง ธปท.ก็จะทำ หรือถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจดูแล้วต้องขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% อาจจะเป็น 0.50% หรือตัวเลขอื่น ธปท.ก็ต้องดำเนินการนโยบายต่อไป

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของไทยที่ถูกวิจารณ์ว่าอาจขึ้นดอกเบี้ยช้าไปหรือไม่นั้น ยืนยันว่าการดำเนินนโยบายไม่ช้าไป เนื่องจากประเทศที่เริ่มขึ้นดอกเบี้ยในจุดที่เศรษฐกิจของประเทศกลับมาขยายตัวได้ในระดับก่อนเกิดโควิด เช่น อังกฤษ สหรัฐ หรือเกาหลี และมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับประเทศไทย สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้เนื่องจากจีดีพีเขากลับมาระดับก่อนโควิดแล้ว ขณะที่ไทยเป็นประเทศเดียวที่เริ่มขึ้นดอกเบี้ยก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ในระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตได้ในระดับก่อนโควิดในช่วงปลายปี 2565 หรือต้นปี 2566

ทั้งนี้ แม้หลายประเทศทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อเหมือนกัน แต่บริบทเงินเฟ้อของไทยกับประเทศอื่นๆ ก็ไม่เหมือนกัน โดยเงินเฟ้อในต่างประเทศมาจากฝั่งอุปสงค์ค่อนข้างมาก จากการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวรุนแรง และภาคแรงงานมีความต้องการแรงงานสูง แต่ไทยยังฟื้นตัวช้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น นโยบายที่จะนำมาใช้สำหรับแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่ควรเหมือนกัน โดยโจทย์ของ ธปท. คือจะทำอย่างไรให้การเทกออฟของเศรษฐกิจสมู้ดให้มีความราบรื่น เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัว ในทางกลับกันสถานการณ์ของต่างประเทศมีเศรษฐกิจโตร้อนแรงไปแล้ว โจทย์ของประเทศนั่นคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเป็นซอฟต์แลนดิ้ง ซึ่งต่างกับไทยอย่างชัดเจน

Advertisement

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับอนาคต ธปท.จะพยายามปูรากฐานนโยบายให้ประเทศก้าวต่อไป และคำนึงถึงกระแสของโลก ได้แก่ 1.กระแสดิจิทัล ที่ต้องทำให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทคโนโลยี ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความเสี่ยง โดย ธปท.ได้ออกภูมิทัศน์ทางด้านการเงินมาในช่วงที่ผ่านมา 2.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างราบรื่น ทันการณ์ โดย ธปท.จะมีการออกเกณฑ์มาในช่วงปีหน้า เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปปฏิบัติ

3.หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาที่อยู่มานาน และเพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีก่อน แต่ต้องแก้อย่างยั่งยืนและต้องใช้เวลา โดย ธปท.ติดตามและออกมาตรการ เช่น คลินิกแก้หนี้ หรือในช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม จะจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ โดยมีสถาบันการเงินเข้าร่วมกว่า 50 แห่ง และ 4.การลงทุน เพราะประเทศจะก้าวต่อไปต้องมีการลงทุน ซึ่งเศรษฐกิจไทยโตสู้ประเทศอื่นไม่ได้เป็นเพราะการลงทุนในไทยไม่ค่อยฟื้นตัว เมื่อเทียบจากช่วงวิกฤตปี 2540 ที่การลงทุนลดลงไป จากนั้นใช้เวลาเกือบ 20 ปี จนการลงทุนจะกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤตปี 2540

“หน้าที่ ธปท. ต้องดูแลเรื่องเสถียรภาพ แต่ในส่วนนวัตกรรมบางอย่างอาจสร้างประโยชน์ ไม่ใช่ทุกนวัตกรรมจะสร้างประโยชน์ จึงต้องหาจุดสมดุล ขณะเดียวกันถ้าทำนโยบายแล้วอาจเกิดความเสียหายและสร้างความเสี่ยงก็ไม่นำมาเป็นนโยบาย เช่น การนำคริปโทเคอร์เรนซีมาใช้ชำระเงิน เป็นต้น” นายเศรษฐพุฒิกล่าว