หน้าแรก เศรษฐกิจ แมนพาวเวอร์ เ...

แมนพาวเวอร์ เผยกลยุทธ์สร้างองค์กรในฝัน ผ่าน5ปัจจัยจูงใจ

7.09.22 | 18:47 น.

นางสาวลิลลี่ งามตระกูลพานิช ผู้จัดการประจำประเทศไทย แมนพาวเวอร์กรุ๊ป เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเติบโตในที่ทำงานของพนักงาน คือ การได้รับอำนาจในการเติบโต การดูแลสภาวะจิตใจและความเป็นอยู่ที่ดีทางร่างกาย ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นค้นหาความหมายและเป้าหมายในการทำงาน เพื่อกำหนดและสร้างความสำเร็จให้กับตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจ ในหัวข้อ ความต้องการของพนักงานในยุคนี้ ที่ ‘แมนพาวเวอร์กรุ๊ป’ ร่วมมือ ‘Thrive Global’ บริษัทเทคโนโลยี ศึกษาและวิจัยกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย พนักงานหน้างาน องค์กร และ คอลเซ็นเตอร์กว่า 5,000 คน ตลอดจนผู้หางานใน 5 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร และสหรัฐ พบว่า 5 ปัจจัยหลักในการออกแบบงานในฝันของพนักงานในยุคนี้ ที่จะทำให้พนักงานรู้สึกถึงการเติบโตเจริญก้าวหน้า และมีสุขภาพจิตที่ดีในการทำงาน ได้แก่

1. การสร้างความยืดหยุ่นสำหรับทุกคน ชีวิตการทำงานเปลี่ยนแปลงไป อย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา พนักงานต้องการทางเลือก และมีอิสระมากขึ้น การทำงานแบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (Remote work) หรือแบบไฮบริด คือผสมทั้งเข้าและไม่เข้าออฟฟิศ โดยจากผลสำรวจพบว่า 93% ของพนักงานทั้งหมดมองว่าความยืดหยุ่นมีความสำคัญต่อชีวิตการทำงานของพวกเขา 64% ต้องการเปลี่ยนไปทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ (ปริมาณงานเยอะขึ้น ชั่วโมงอัดแน่น ทำงานหนักเต็มที่ ได้ค่าจ้างเต็ม) 45% ต้องการสามารถกำหนดเวลาเข้างานและเลิกงานได้เอง 35% ต้องการเลือกสถานที่ทำงาน (ที่ทำงานหรือที่บ้าน) ตามความต้องการในแต่ละวัน 18% หรือเกือบ 1 ใน 5 ตัวอย่างสำรวจ ต้องการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์แบบปริมาณงานเท่าเดิม โดยยอมถูกลดค่าจ้าง แลกกับความสมดุลระหว่างชีวิต-งานที่ดีขึ้น

2. การเปลี่ยนบทบาทผู้นำในยุคใหม่ ความคาดหวังของพนักงานเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องการจากงาน จากผู้นำ แบบสำรวจนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยรายงานระบุว่า พนักงานต้องการทำงานกับคนที่เข้ากันได้และไว้วางใจ (79%) มีหัวหน้าที่พร้อมคอยสนับสนุน (74%) และผู้นำที่เชื่อถือได้ (71%) หลายคนต้องการค้นหาความหมายของงานที่ตัวเองทำ (70%) ขณะที่ บางคนอยากทำงานที่มีส่วนช่วยสังคมในเชิงบวก (64%) ทั้งนี้ ผู้นำควรเป็นผู้เริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมองค์กร และเป็นผู้เชื่อมโยงความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรกับพนักงาน เพื่อประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต

3. ความเจริญรุ่งเรือง และวิธีการก้าวสู่ความสำเร็จ การระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงานของผู้หญิงเป็นอย่างมาก ซึ่งพบว่าผู้หญิงมีภาวะหมดไฟในการทำงานสูงกว่าผู้ชาย หลายองค์กรสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ มีการเสนอโอกาสที่ดีกว่าให้กับกลุ่มผู้มีความสามารถที่กว้างขึ้นโดยไม่จำกัดเพศ และบริษัทที่มีผู้หญิงมีบทบาทเป็นผู้นำมากขึ้นก็มีผลงานดีขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความต้องการของผู้หญิง และผู้ชายก็ยังมีความแตกต่างกัน โดย 5 อันดับแรกที่ผู้หญิงและผู้ชายต้องการจากที่ทำงานมากที่สุด คือ 1. การทำงาน กับเพื่อนร่วมงานที่พวกเขาไว้วางใจ (ผู้หญิง 82% / ผู้ชาย 77%) 2. มีหัวหน้าที่พร้อมช่วยเหลือ (ผู้หญิง 77% / ผู้ชาย 71%) 3. การได้ทำงานที่มีคุณค่า (ผู้หญิง 73% / ผู้ชาย 69%) 4. การทำงานให้กับองค์กรที่มีค่านิยมหรือวิสัยทัศน์ตรงกับตน (ผู้หญิง 69% / ผู้ชาย 65%) และ 5. การดูแลสุขภาพจิต (ผู้หญิง 60% / ผู้ชาย 54%)

4. การสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับครอบครัว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากประสบปัญหาการงาน การเรียน และการใช้ชีวิตที่บ้าน หลายคนได้ประเมินชีวิตและลำดับความสำคัญของตนเองใหม่อีกครั้ง และต้องการการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่พนักงานที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลลูกเล็ก หรือพนักงานที่มีภาระต้องดูแลญาติผู้สูงอายุ (พวกเขามักจะออกจากมากกว่าพนักงานอื่นทั่วไป) ต้องการจากนายจ้างมากขึ้น คือ โอกาสก้าวหน้าในอาชีพ (75%) งานที่มีความหมาย (74%) การสนับสนุนให้มีสุขภาพแข็งแรง (56%) การสนับสนุนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น (54%) ต้องการตัวเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ และปัจจัยสำคัญในเลือกสถานที่ทำงานของกลุ่มพนักงานในกลุ่มนี้ คือ ความยืดหยุ่น และการเลือกเวลาเริ่มและเลิกงาน ซึ่งองค์กรจำเป็นต้องปรับสมดุลการทำงานสำหรับพนักงานกลุ่มนี้ โดยการสนับสนุน แก่ผู้ปกครองที่ต้องการในการจัดการเวลาที่ไม่แน่นอนด้วยความเครียดน้อยลง การสร้างทางเลือกที่สนับสนุนการจ้างงานที่ยั่งยืน หล่อเลี้ยงศักยภาพ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะได้รับทราบปัญหา ให้ความช่วยเหลือ เพื่อรักษาพนักงานที่มีทักษะไว้

Advertisement

5. การต่อสู้กับความเหนื่อยหน่าย และการสร้างสุขภาพจิตที่ดี องค์กรต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน ควบคู่กับการส่งเสริม และ สร้างสุขภาพจิตที่ดี ตลอดจนให้โอกาสในการสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เน้นการป้องกันและการรักษาความเครียดของพนักงาน ซึ่งปัจจุบันพนักงานมีความเครียด(38%) ความเครียดก่อนเกิดโรคระบาด (32%) และมีความเครียด ในช่วงที่ระบาดสูงสุดอยู่ที่ (42%) ทั้งนี้ พนักงาน 1 ใน 4 (25%) ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกัน ภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยเฉพาะพนักงานวัยหนุ่มสาวที่กำลังประสบกับความรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นถึง 42% อย่างไรก็ตาม พวกเขามีแนวโน้มที่จะเปิดใจ และหารือเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ดีในที่ทำงาน

นางสาวลิลลี่ กล่าวว่า การทำงานในโลกยุคปัจจุบัน และกฎเกณฑ์ทางธุรกิจเปลี่ยนไป องค์กรต่าง ๆ จำเป็น ต้องเปลี่ยนวิธีคิด และปรับพฤติกรรมภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยืดหยุ่น บทบาทใหม่ของผู้นำ ความเจริญรุ่งเรือง การสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับครอบครัว การต่อสู้กับภาวะหมดไฟ สร้างสุขภาพจิตที่ดี เพื่อให้สามารถบริหาร จัดระเบียบ กระตุ้น จัดการ สร้างและปรับสมดุลระหว่างองค์กร งาน และพนักงานได้อย่างลงตัว และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานให้ได้ สิ่งเหล่านี้ จะดึงดูด หล่อเลี้ยง และรักษาพนักงานที่มีทักษะความสามารถที่ดีที่สุดไว้ และจะสามารถพิชิตชัยชนะในตลาดแรงงานที่มี การแข่งขันสูงที่สุดได้อย่างแน่นอน