หน้าแรก เศรษฐกิจ โจรกรรม ‘โรงแ...

โจรกรรม ‘โรงแรม’ เขย่าท่องเที่ยวไทย

8.09.22 | 07:10 น.

โจรกรรม ‘โรงแรม’ เขย่าท่องเที่ยวไทย

ผลกระทบการแพร่ระบาดจากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ส่งผลต่อวงจรเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง เป็นลูกโซ่ทั่วหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานประกอบการปิดกิจการ ผู้คนตกงาน ของขายไม่ได้จนถึงปัจจุบันร่วม 3 ปี ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังฟื้นตัวเศรษฐกิจประเทศกลับมาทยอยเปิดตัวรับนักท่องเที่ยว ต่อลมหายใจผู้ประกอบการ มีการจ้างงาน มีรายได้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ

แต่เหตุการณ์โจรกรรม ‘โรงแรมเฉวง บลูลากูน เดอะทีค วิง’ ถือเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ระดับ 4 ดาว มีห้องพักทั้งหมด 348 ห้อง บนเนื้อที่ 18 ไร่ อยู่ริมทะเลบริเวณ ตอนบนชายหาดเฉวง หมู่ 2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ภายในโรงแรมมีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันมูลค่า 400 ล้านบาท ซึ่งนักธุรกิจสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์เคยเช่าประกอบกิจการ และสัญญาเช่าที่ดินหมดลงเมื่อปี 2563 ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 พอดี ทำให้โรงแรมต้องปิดตัวไปและมีการส่งมอบคืนพื้นที่เมื่อปลายปี 2564 เตรียมจะกลับมาเปิดให้บริการหลังสถานการณ์ท่องเที่ยวคลี่คลาย เกิดภาพความเสียหายเพราะถูกโจรกรรม อาทิ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ บานประตู หน้าต่าง สายไฟ โคมไฟ เหล็กราวบันได โครงหลังหลังคาเหล็ก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จนเกลี้ยง เหลือแค่ตัวอาคารโรงแรมมีมูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท

จนเกิดความตื่นตระหนกผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องหันกลับไปตรวจสอบโรงแรม รีสอร์ต แม้กระทั่งร้านค้าที่ปิดในช่วงที่ผ่านมา

‘รัชชพร พูลสวัสดิ์’ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ระบุ อยากให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เหตุการณ์นี้เกิดช่วงระหว่างที่ยังมีโควิดอยู่ตอนที่ทุกอย่างเงียบไป ฉะนั้นตอนนี้เราต้องมาสำรวจโรงแรมหรือสถานที่ที่ได้ทำการปิดไปว่ามีความเสียหายหรือมีเหตุลักขโมยเกิดขึ้นหรือไม่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการหละหลวมของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด สถานที่ค่อนข้างจะเป็นมุมอับ และกระบวนการที่เข้ามาไม่ได้เข้ามาขนไปในครั้งเดียว มีการทำมาระยะเวลานับปีในการขนย้ายออกไป และคนที่มาเฝ้าไม่ทราบว่าผู้ที่เข้ามาขนเป็นขโมย

“ตรงนี้เจ้าของที่เองไม่ได้ติดใจในส่วนที่ผู้เช่าขนของออกไป ทรัพย์สินที่สามารถยกออกไปได้ถือว่าชัดเจนในตัวเงื่อนไขของสัญญาอยู่แล้วไม่ได้ติดใจไม่มีประเด็นใน
ตรงนี้ กระทั่งมีการสำรวจทรัพย์สินตัวอาคารพบว่ามีทรัพย์สินที่เป็นอุปกรณ์ส่วนควบ เช่น ตัวเฟรมหน้าต่างกระจกต่างๆ มีการถอดออกไป ทำให้เจ้าของที่ดินเข้าไปแจ้งความ ในฐานะนายกสมาคมส่งเสริมท่องเที่ยวเกาะสมุยได้เข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในส่วนทรัพย์สินจากการประเมินของส่วนควบที่สูญหายและเสียหายหายประมาณ 70 ล้านบาท”

Advertisement

รัชชพรบอกว่า ในส่วนการดำเนินคดีทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำชับให้เร่งรัดคดีจับกุมผู้ก่อเหตุอย่างรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นไม่เพียงผู้เสียหายไปจนถึงนักลงทุน และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวยังเกาะสมุยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลต่อการท่องเที่ยว ซึ่งทางภาครัฐไม่นิ่งนอนใจและสมาคมส่งเสริมท่องเที่ยวได้ทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้

เหตุการณ์ที่เกิดกับโรงแรมเฉวง บลูลากูน เดอะทีค วิง ยังไม่น่ากังวลในเรื่องการลงทุน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ได้เร่งเรื่องการป้องกันเหตุตามสถานที่เปลี่ยว หรือสถานที่รกร้างที่ถูกปิดไปได้สำรวจไม่ให้มีการลักทรัพย์หรือลักขโมย และพบว่ามีโรงแรมหลายแห่งได้กลับมาเปิดหรือเปิดใหม่ก็ไม่ได้พบเหตุการณ์แบบนี้ จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เกาะสมุย ซึ่งสมาคมและผู้ประกอบการได้ประสานกับหน่วยงานหาทางป้องกันสำหรับผู้ที่มาลงทุนใหม่ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก รัชชพรระบุ

จากข้อมูลของช่วงสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา โรงแรมที่พัก รีสอร์ตต่างๆ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 1,303 แห่ง จำนวนห้องพัก 42,785 ห้องต้องปิดบริการ โดยเฉพาะที่เกาะสมุยมีโรงแรม รีสอร์ต ประมาณกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด หยุดกิจการทั้งหมด หลายโรงแรมตกอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุน บางแห่งต้องประกาศปิดกิจการ ถนนสายท่องเที่ยวอยู่ในสภาพร้าง แต่เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายและการท่องเที่ยวกลับมามีชีวิตชีวา

“นันทวัน ศิริโภคพัฒน์” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี ระบุว่า โรงแรมรีสอร์ตในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เกาะสมุย มี 588 แห่ง ห้องพัก 23,163 ห้อง เกาะพะงัน 368 แห่ง ห้องพัก 8,834 ห้อง และเกาะเต่า 185 แห่ง ห้องพัก 4,454 ห้อง ตั้งแต่มีนโยบายเปิดประเทศหลังฉีดวัคซีนครบโดส และยกเลิกระบบไทยแลนด์พาส

ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเข้ามายังแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ต่อด้วยเทศกาลสงกรานต์ และวันหยุดยาวในช่วงวันสำคัญต่างๆ ที่ผ่านมา ได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามา เมื่อท่องเที่ยวฟื้นลมหายใจจากโควิดมาอย่างยากลำบาก หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะไม่เกิดเคราะห์ซ้ำกรรมซัดผู้ประกอบการขึ้นอีก

“พัลลภ แซ่จิว” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่และภาคเหนือยังไม่พบการยกเค้าโรงแรมที่สูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก แต่มีลักเล็กขโมยน้อยทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียทรัพย์สินไม่กี่หมื่นบาท ล่าสุดมีการยกเค้าทรัพย์สินภายในห้างพรอมเมนาดาที่ปิดชั่วคราว ทำให้สูญเสียทรัพย์สินกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้กระทำผิดรวม 3 รายแล้ว

ขณะที่ มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า เบื้องต้นเชื่อว่ากรณีในลักษณะนี้ไม่น่าจะเคยเกิดขึ้นเพราะเพิ่งเคยได้ยินเหมือนกันอาจเป็น 1 ใน 100 ที่เกิดขึ้นแบบนี้ ส่วนสมาคมจะเข้าไปช่วยเหลือหรือหาทางป้องกันการเกิดกรณีลักษณะแบบนี้ในอนาคตเพิ่มเติม อาทิ ทำหนังสือเวียนคงไม่ได้ทำ เพราะการดูแลป้องกันเพื่อความปลอดภัย ก็เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนให้ความสำคัญสูงมากอยู่แล้ว

“การเปลี่ยนมือของผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อโรงแรมคนไทยนั้น ต้องบอกว่าตอนนี้เห็นนายทุนต่างชาติเข้ามาสอบถามและสำรวจสถานประกอบการต่างๆ ค่อนข้างมาก ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่อยากเข้ามาในประเทศไทยสูงมาก เชื่อว่าเป็นเพราะเห็นโอกาสและศักยภาพของภาคการท่องเที่ยวไทย ที่ยังสามารถเติบโตได้ในอนาคต จึงอยากเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโรงแรมในประเทศไทย แต่กรณีการเปลี่ยนมือของผู้ประกอบการเดิม ไปยังผู้ประกอบการใหม่ที่เป็นต่างชาติจริงๆ ยังไม่เห็น เพราะต้องบอกว่าธุรกิจโรงแรมไม่ได้เป็นธุรกิจที่จะประกาศชัดเจนว่ามีการเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว ตอนนี้ส่วนใหญ่เห็นเป็นการปิดปรับปรุงจำนวนมาก มองว่าน่าจะเป็นการปรับปรุงสถานประกอบการ เพื่อเตรียมกลับมาเปิดให้บริการใหม่มากกว่า ทั้งการเปิดรับแขกต่างชาติและคนไทยที่เพิ่มมากขึ้น” มาริสากล่าวทิ้งท้าย