บาทเปิดแข็งค่าที่ 36.52 ตลาดลุ้นผลประชุมธนาคารกลางยุโรป-หวั่นเศรษฐกิจถดถอย
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.52 บาทต่อต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.40-36.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นนี้ ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งจะมาในช่วงที่ใกล้กับการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับรู้แนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว ทำให้เหลือเพียงปัจจัยแนวโน้มนโยบายการเงินของอีซีบี ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้ หากไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด และแสดงความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ก็อาจกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลง และหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ ประเมินว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปทดสอบโซนแนวต้านแถว 36.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ ขณะที่โซนแนวรับที่ผู้นำเข้าอาจรอทยอยเข้ามาซื้อเงินเหรียญสหรัฐอยู่นั้น จะอยู่ในช่วง 36.30-36.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ช่วงตลาดการเงินผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของหลายปัจจัย อาทิ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หรือแนวโน้มเศรษฐกิจจีน แนะนำผู้ประกอบการควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับไฮไลท์สำคัญวันนี้จะอยู่ที่ ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นและอยู่ในระดับสูงจะหนุนให้อีซีบีตัดสินใจเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% อีกทั้งตลาดจะรอจับตาการปรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อใหม่ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจยุโรปอาจชะลอตัวลงหนักและเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ หากเผชิญกับวิกฤตพลังงานในช่วงฤดูหนาว
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Market) ระบุว่า ค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 36.40-36.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก ขณะที่ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น โดยคาดการณ์ว่าทางธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลดลง ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเติบโตและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น อีกทั้งราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังการประกาศตัวเลขการค้าที่ชะลอตัวลงของจีน และความกังวลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมัน

